การฝึกสมองตามหลักพระพุทธศาสนา

ศาสนาพุทธ คำสอนเพื่อความรู้ คิดอย่างมีเหตุผล พิจารณาความจริงตามธรรมชาติ (สภาพที่ทนอยู่ไม่ได้:ทุกข์,มีการเปลี่ยนแปลง:อนิจจัง,ไม่มีตัวตนที่แท้จริง:อนัตตา)และความจริง(อริยสัจ4) คิดอย่าง มีเหตุ และผล แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เมื่อไม่มีตัวตนไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่มีความทุกข์ ถ้ามีตัวตน มีความยึดมั่นถือมั่นก็มีการเกิดแก่เจ็บตายตามสภาวะธรรม ความอัจฉริยของพระพุทธเจ้าที่สามารถคิดความจริงดังกล่าวได้ด้วยตนเองซึ่งยังไม่มีมนุษย์ผู้ใดคิดมาก่อนและสามารถสอนได้ตรงกับที่บุคคลที่ควรสอนให้ปฏิบัติได้สำเร็จพ้นทุกข์ได้จริงคำสอนก็สั้นง่ายได้ใจความสามารถย่อออกมาเพียงไม่กี่ประโยค สามารถขยายใจความและครอบคลุมแนวทางปฏิบัต ซึ่งหัวใจของศาสนาเพียง 9 คาถาแปลจากภาษาบาลี

ไม่ทำชั่ว(ศีล),ทำความดี(ธรรม),ทำใจให้บริสุทธิ(กำจัดกิเลสในใจ),มีความอดทน,มีจุดมุ่งหมายเพื่อพ้นทุกข์ความร้อนสิ่งเสียดแทง(นิพพาน),ไม่เบียดเบียน,ไม่กล่าวร้าย,ไม่ทำร้าย,สำรวมระวังในศีล,สำรวมในอาหารการกิน,อยู่ในที่สงบ,ทำจิตให้ยิ่ง(คิดให้รู้ความรู้ที่ทำให้พ้นทุกข์ที่จะไม่ต้องคิดอีกต่อไป)

ท่านทรงสอนทางปฏิบัติ 40 วิธี เพื่อทำใจให้เกิดสมาธิมีความสงบแล้วใช้สมองคิดพิจารณาความจริงตามธรรมชาติจนพ้นทุกข์ ขยายเป็นคำสอน84000บทในคัมภีร์3เล่ม(ไตรปิฎก)รวบรวมโดยสาวกหลังจากพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานหรือย่อใจความสำคํญเป็นมรรคมีองค์8 โพชฌงค์7 ประการ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปิติ ปัสสาธิ สมาธิ อุเบกขา ย่อลงเป็น 3 ศีล สมาธิ ปัญญา,2 สติ ปัญญา(ความฉลาด) ,1 ปล่อยวาง

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นความรู้ที่สำคัญ(ญาณทัสนะ) คืนวันวิสาขะ ยามต้นคืนเห็นอดีตชาติซึ่งเกิดมาไม่มีที่สิ้นสุด ยามกลางคืนเห็นอนาคตไม่มีที่สิ้นสุด ยามปลายคืนใกล้สว่างปัจจุบันสำคัญที่สุด รู้ความรู้ที่ทำให้สิ้นภพชาติการเวียนว่ายตายเกิดพ้นทุกข์ (อริยสัจจ์สี่ประการเหตุและผล ทุกข์และการดับทุกข์) เมื่อเห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิดทั้งอดีตและอนาคตซึ่งไม่สิ้นสุดจึงเกิดความฉลาด(อาสวักขยญาณ)รู้วิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดที่เรียกว่าทำจิตให้ยิ่งหรือการทำใจให้เบิกบานขจัดขยะสิ่งสกปรกความขุ่นมัวเศร้าหมอง(กิเลสตัณหาหรือสังโยชน์10ประการ)ออกจากใจจนหมดสิ้น,เกิดความฉลาดเบื่อหน่ายต่้อการเกิด ,สิ้นความอยากเกิด ไม่ยินดีไม่ยินร้ายไม่ยึดมั่นในโลก สำเร็จกิจ บรรลุนิพพานพ้นทุกข์ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนรุ่งสาง

สิ่งที่เรียนมาทั้งหมดจากสำนักต่างๆ เช่นการทรมาณตน,การเข้าสมาธิบำเพ็ญฌาณเป็นเวลานานถึง6ปีไม่ช่วยให้สำเร็จอรหันต์บรรลุนิพพาน ต่อเมื่อปล่อยวาง เข้าใจความจริง เกิดความฉลาดรู้เหตุและผล เรื่องที่ง่ายมากเมื่อไม่อยากเกิด ตัดสิ่งที่ผูกพันทำให้เกิด(สังโยชน์10ประการ 1.การยึดถือตัวตน2.ความสงสัย ความรู้จริงของผู้รู้จริง 3.การกระทำผิดปกติทุศีิล (ศีล คือความเป็นปกติ) 4.ความโกรธไม่พอใจ 5.ความหลงรักพึงพอใจ 6.ความพอใจในรูปฌาณ 7.ความพอใจในความสุขจากอรูปฌาณ 8.ความถือตัวตน 9.ความฟุ้งซ่าน และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดซึ่งผู้ที่เข้าใจจะพบความฉลาดพ้นทุกข์ คือ10.อวิชชาความโง่ ความโง่อันเป็นบ่อเกิดของการเวียนว่ายตายเกิด คนฉลาดจึงเข้าใจว่าทำอย่างไรจึงละสังโยชน์ หรือสลัดสิ่งผูกมัดสัตว์ให้ติดอยู่ในวัฏสังสารการเวียนว่ายตายเกิดมิรู้จบสิ้นในโลก  คนฉลาดจึงพ้นความโง่เมื่อขจัดความโง่จนหมดสิ้นหรือที่เรียกว่าปล่อยวาง(อุเบกขา ไม่ยินดีไม่ยินร้ายในโลก)เมื่อจิตใจสามารถปล่อยวางจากเรื่องต่างๆเป็นอิสระเหนือสิ่งผูกมัดให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด สิ้นอวิชชา เป็นวิชชา ไม่รู้เป็นรู้จริงฉลาดอย่างแท้จริง คนบางคนพ้นความโง่อย่างรวดเร็วโดยเข้าใจความโง่ อวิชชา สำเร็จโดยง่ายไม่ต้องสลัดที่ละอย่าง แต่สลัดความโง่ทันทีละอวิชชา(ความโง่) มีวิชชา(ฉลาด) ก็ไม่ต้องเกิด นิพพาน(ดับสิ่งเสียดแทง,ความร้อน)พระพุทธเจ้าทรงสอนสิ่งที่ง่ายที่สุดที่ทำให้คนฉลาดที่สุด วิธีการคิด ดังนั้นพึงทำความเข้าใจคำสอนและใช้สติปัญญาคิดอย่างผู้ฉลาดก็จะสำเร็จกิจพ้นทุกขอย่างรวดเร็ว

การฝึกฝนสมองและจิตใจ(กระบวนการคิด) สามารถคิดได้ดี ถูกต้อง รวดเร็ว และมีจิตใจที่เข้มแข็งสามารถควบคุมความคิดและใช้พลังจิต(จิตตานุภาพ)ให้เกิดประโยชน์ตามที่ตนต้องการ โดยไม่พึ่งพาวัตถุภายนอกไม่ต้องใช้เงินและไม่เกียวกับเงินหรือวัตถุ(อามิส) เป็นการฝึกจากสิ่งที่มีอยู่ กาย ใจ สอนและฝึกได้ทุกที่ทุกเวลาทุกอิริยาบถ

ดังนั้นการฝึกสมองในทางพุทธศาสนา เป็นวิธีที่ง่าย ดีและเร็ว โดยภาวนา(ทำให้เกิดขึ้น)ด้วยการหมั่นใช้สติ และความคิด ควบคุมความคิดให้ถูกต้องและใช้สมองแก้ปํญหาได้อย่างรวดเร็ว มีความสุขพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

การฝึกสติ,สมาธิ เพื่อใช้ในการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ รับข้อมูลมาคิดวิเคราะห์มีปัญญาความฉลาดรู้เห็นตามความเป็นจริง คิดดี ไม่คิดชั่ว ตอบสนองด้วยการกระทำที่ดีซึ่งย่อมได้รับผลที่ดี ตามหลักกรรมที่เป็นความจริงตามธรรมชาติ

ตัวอย่างการฝึกใช้สมองคิด

มีสติและคิด

เหตุคืออะไร ผลคืออะไร

คิด พูด ทำ แล้วได้อะไร

เกิดมาทำไม ทำไมต้องเกิด

ตายทำไม ทำไมต้องตาย

ตายแล้วไปไหน

ตายแล้วได้อะไร

ตายแล้วเอาอะไรไปได้หรือไม่่

แสวงหาความสุขทำไม ทุกข์ทำไม

โกรธทำไม เกลียดทำไม อิจฉาริษยาทำไม อาฆาตพยาบาททำไม ฆ่าทำไม รักทำไม หลงทำไม โลภทำไม อยากทำไม ไม่อยากทำไม คิดทำไม ทำทำไม พูดทำไม ทำชั่วทำไม ทำดีทำไม รู้ทำไม ไม่รู้ทำไม โง่ทำไม ฉลาดทำไม เกิดทำไม แก่ทำไม เจ็บทำไม ตายทำไม

หัดฉลาดคิดตอบคำถามเหล่านี้ เมื่อคิดแล้วหัดควบคุมความคิดที่จะไม่คิด(ปล่อยวาง) ได้แล้วจะมีความสุขเหมือนอรหันต์ทั้งหลาย

อรหันต์ทั้งหลายท่านมีความสุขตลอดเวลา ทุกที่ทุกแห่งทุกเวลา จิตใจสงบเย็น บรมสุข ไม่มีทุกข์ สติปัญญานั้นฉลาดที่สุด รู้สิ่งที่ควรรู้ ท่านคิดจนรู้ความรู้ที่สำึคัญยิ่งอริยสัจจ์ ไม่่ยึดติดกับโลกและเรื่องของโลกแล้วเลิกคิด

คำสอนถึงการดับทุกข์เข้าสู่นิพพาน ความจริง4ประการ(อริยสัจจ์) ๑.ทุกข์ ๒.เหตุแห่งทุกข์ ๓.การดับทุกข์ ๔.วิธีปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์

รู้เหตุและผล

ทุกข์เป็นสิ่งที่รู้จักกันดีและทุกคนต้องประสบ(เกิดแก่เจ็บตาย ความโศกเศร้า สูญเสีย พรัดพรากจากสิ่งที่รัก ประสบสิ่งที่ชัง) เมื่อทุกข์เป็นผลเกิดจากเหตุ ทราบเหตุ ดับที่เหตุ ผลคือทุกข์จึงดับไป

เหตุแห่งทุกข์ คือ อวิชชา(ความไม่รู้ โง่) ตัณหา(ความอยาก) อุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่น)เกิดที่อายตนะ(อวัยวะรับความรู้สึก)๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมาราณ์(อารมณ์) ผูกสังโยชน์ระหว่างสิ่งกระตุ้นและอวัยวะรับรู้ แล้ว เกิดการรับรู้ (วิญญาณ) จดจำ(สัญญา) เกิดความรู้สึกทุกข์ สุข (เวทนา) เกิดการคิดปรุงแต่ง(สังขาร) ตอบสนองด้วยการคิด พูด ทำ อันก่อให้เกิดการกระทำ(กรรมดี หรือชั่ว) เกิดผลแห่งการกระทำ เป็นการเกิดเหตุและผลต่อเนื่องไม่สิ้นสุด(อิทัปปัจจยตา) มีการ เกิดแก่เจ็บตาย ความทุกข์ต่างๆ

การดับทุกขดับที่เหตุ ละตัณหาอุปาทาน(วิราคะ) และอวิชชา(ความโง่) ที่จะก่อให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิด, มีวิชชา(ความรู้) จะดับเหตุก็ที่กายและใจ ,ที่อายตนะอวัยวะที่รับความรู้สึก รับรู้อย่างมีสติไม่ปรุงแต่ง(ไม่คิดเรื่องต่างๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย) ,มีความรู้(เหตุผล ,เห็นความจริงไตรลักษณ์ ไม่ยินดีและไม่ียึดมั่นถือมั่นในรูปนาม เห็นภัยของการเกิด ดับ เบื่อหน่าย) ไม่ยึดติด ปล่อยวาง เป็นผลให้ จิตหลุดพ้นเป็นอิสระ เข้าสู่นิพพาน, นิิพพานจึงอยู่ใกล้อยู่กับจิตตลอดเวลา(หรือจะกล่าวว่านิพพานอยู่ที่ตัวเราเองที่อยาตนะกายใจ มิใช่วัตถุภายนอกและมิใช่สถานที่ที่จะต้องค้นหา มีสติรู้เมื่อใดนิพพานก็อยู่ที่นั้น), จิตจะมีความฉลาดรู้สภาวะพ้นโลก สุขนิรันดร มีสติปัญญา

วิธีการปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ฝึกคิดไม่ยึดติดกับโลก โดยมรรคมีองค์แปด ๑.ความเชื่อที่ดี(สัมมาทิฏฐิ) เชื่ออย่างมีเหตุผล(อริยสัจจ์) ๒.ดำริตั้งใจคิดดี (สัมมาสังกัปปะ) ออกจากกาม ละความคิดพยาบาท ละการกระทำการเบียดเบียน ๓.พูดดี(สัมมาวาจา) ไม่พูดคำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ นินทา ๔.พยายามดี(สัมมาวายามะ) ละความชั่วที่มี ป้องกันไม่ให้เกิดความชั่ว ทำดี รักษาและทำให้เจริญซึ่งความดี ๕.ทำดี(สัมมากัมมันตะ) ๖.ประกอบอาชีพดีสุจริต(สัมมาอาชีโว) ๗.สติดี(สัมมาสติ) ๘.สมาธิดี(สัมมาสมาธิ)

ย่อเป็นสาม ศีล สมาธิ ปัญญา หรือสรุปย่อเป็นการฝึกสติปัญญา การฝึกมีสติคิดจนเกิดความฉลาด มหาสติปัฏฐานสี่ อนุสสติสิบประการ

มหาสติปัฏฐานสูตร4ประการ ซึ่งเป็นทางสายเอกมุ่งตรงสู่นิพพานทางแห่งการพ้นทุกข์ การฝึกสติและฝึกจิตพิจารณาธรรม คิดจนเกิดความฉลาด(ปัญญา)ละโลก

สติระลึกรู้๔ประการ กาย เวทนา จิต ธรรม

๑.กาย : ระลึกรู้ ลมหายใจ สั้น ยาว เข้า ออก , ท่าทางยืน เดิน นั่ง นอน,สัมปัชัญญะ ในการเคลื่อนไหวร่างกาย ขยับแขนขาร่างกายกิน นอน ขับถ่ายทำกิจกรรม ,ธาตุทั้งสี่ที่ประกอบเป็นร่างกาย ดินน้ำลมไฟ ,อวัยวะต่างๆในร่างกาย,ความสกปรกสิ่งปฏิกูลของร่างกาย,ความไม่สวยงามของกาย(อสุภะ)ซากศพเมื่อตาย,รู้ธรรมดาของการเกิด เสื่อมของกาย,เมื่อรู้ ระลึกรู้เรื่องของกายก็สักว่ารู้ระลึกรู้ ไม่ยึดติดกับกาย ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ยึดติดกับโลก

๒.เวทนา(ความรู้สึกสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์,เสวยอารมณ์): ระลึกรู้อารมณ์ สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์ จากอามิส (วัถุที่ทำให้พอใจ,ไม่พอใจ)หรือไม่มีอามิส(ไม่มีวัตถุที่ทำให้พอใจ,ไม่พอใจ) รู้ธรรมดาของการเกิด เสื่อมของเวทนา,เมื่อรู้ ระลึกรู้เรื่องของเวทนาก็สักว่ารู้ระลึกรู้ ไม่ยึดติดกับเวทนา ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ยึดติดกับโลก

๓.จิต:ระลึกรู้จิต จิตมีหรือไม่มี ราคะ(ความชอบ,รัก) โทสะ(โกรธ) โมหะ (หลง,โง่) ฟุ้งซ่าน หดหู่ สมาธิ ตั้งมั่น หลุดพ้นเป็นอิสระ(วิมุตติ) รู้ธรรมดาของการเกิด เสื่อมของจิต,เมื่อรู้ ระลึกรู้เรื่องของจิตก็สักว่ารู้ระลึกรู้ ไม่ยึดติดกับจิต ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ยึดติดกับโลก

๔.ธรรม: ความรู้เรื่องรูปนาม(กาย ใจ) ขันธ์5 กาย(รูป), เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ใจ :กระบวนการรับรู้ ความรู้สึก อารมณ์ การคิด) อยาตนะ๖(อวัยวะรับสัมผัสและสิ่งกระตุ้น)ภายในภายนอก ตา-รูป,หู-เสียง,จมูก-กลิ่น,ลิ้น-รส,ผิวหนัง-สัมผัส,ใจ-อารมณ์ การกระทบ(ผัสสะ) เกิดสังโยชน์การผูกกันของสิ่งกระตุ้นและอวัยวะรับสัมผัส, เกิดความรู้สึกสุขทุกข์(เวทนา),เกิดความจำ(สัญญา),การคิดปรุงแต่ง(สังขาร),เกิดการรู้(วิญญาณ) เกิดนิวรณ์๕(อุปสรรคของจิตปิดกั้นความคิดดี) กามฉันทะ(พอใจในกาม),พยาบาท,ง่วงนอน,ฟุ้งซ่าน,ความสงสัย มีสติรู้ว่ามีนิวรณ์เกิดขึ้นในใจ ขจัดอุปสรรคเพื่อกระบวนการคิดให้ฉลาดดำเนินไปได้ด้วยดีโดยคิดหาทางป้องกันและขจัดนิวรณ์จากใจ คิด ด้านตรงข้ามแก้กาม(ความพอใจในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอารมณ์ที่ตนชอบ) ด้วยอสุภะ(ความไม่งามของกาย) แก้พยาบาทด้วยเมตตา(ความรัก) แก้ง่วงนอนด้วยการเพ่งแสงสว่าง แก้ฟุ้งซ่านด้วยสมาธิ แก้สงสัยด้วยศรัทธา (ความเชื่อ) พิจา่รณาคิดถึงความรู้(ธรรม)ที่ทำให้หลุดพ้นโพชฌงค์๗ประการ มีสติ สมาธิ พิจารณาธรรม(ธรรมวิจัยะ) ความพยายาม(วิริยะ) ความอิ่มเอิบใจ(ปิติ) ความสงบ(ปัสสัทธิ) สมาธิ ปล่อยวาง(อุเบกขา) และคิดมรรค๘ดังกล่าวข้างต้น ดับเหตุแห่งทุกข์ ความอยาก(ตัณหา)ซึ่งเกิดที่อยาตนะ (สิ่งที่กระตุ้น อวัยวะรับรู้)กระบวนการคิด ละความอยาก(วิราคะ)ที่อยาตนะและกระบวนการคิด เมื่อพิจารณาจนเกิดความเข้าใจปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นไม่ยินดีไม่ยินร้ายพยายามทำจิตให้สะอาดบริสุทธิจากกิเลสตัณหา

รู้ธรรมดาของธรรมภายนอก ธรรมภายใน ธรรมทั้งภายนอกและภายใน การเกิด เสื่อมของธรรม,เมื่อรู้ ระลึกรู้เรื่องของธรรมก็สักว่ารู้ระลึกรู้ ไม่ยึดติดกับธรรม ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่ยึดติดกับโลก พิจารณาผลที่ได้รับว่ายังมีกิเลสหรือเครื่องผูกมัดในใจหรือไม่ ปล่อยวางสำเร็จ เข้าสู่สภาวะนิพพาน

การฝึกสติปัฏฐาน ฝึกได้ทุกที่ทุกเวลามีกายกับใจไว้ฝึก ฝึกจิตให้รู้จักคิด ฉลาด มีสติ ใช้สมาธิระดับต้น(ขณิกะสมาธิ)เพื่อคิดให้เกิดความฉลาด ระลึกรู้กายเวทนาจิตธรรม สักว่าระลึกรู้มิใช่ตัวตนบุคคล ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในโลก ปล่อยวาง

เห็น ความจริงของทุกสรรพสิ่ง อนิจจัง ไม่เที่ยงต้องเปลี่ยนแปลง, ทุกขัง ไม่คงทน,อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่จะยึดมั่นถือมั่น เห็นภัยของการเกิด เสื่อม ทั้งเกิดและเสื่อม เบื่อหน่ายต่อโลก ต้องการนิพพาน เลิกยึดติด ปล่อยวาง เข้าสู่นิพพาน

เมื่อปฏิบัติด้วยการเจริญสติปัฏฐาน๔ ฝึกสติคิดจนฉลาด ย่อมได้รับผลแห่งการปฏิบัติอย่างเร็ว๗วัน,อย่างช้า๗ปี เป็นอัจฉริยะผู้ฉลาด อริยบุคคลผู้เจริญ อนาคามีผู้ไม่หวนกลับมาเกิดยังโลก หรือ อรหันต์ผู้ไกลกิเลส สิ้นสุดภพชาติการเวียนว่ายตายเกิดพ้นทุกข์

อนุสสติ10ประการ การตั้งสติอย่างง่าย คิดถึงสิ่งที่ดี่เป็นฐานที่ตั้งของจิต

๑.อุปสมานุสติ ระลึก(คิด)ถึงนิพพาน ตั้งสติไว้ที่นิพพาน สภาวะที่เย็น ดับร้อนและสิ่งเสียดแทง ปราศจากทุกข์

๒.พุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า เช่น คิดพุทโธขณะหายใจเข้าออก

๓.ธรรมานุสติ ระลึกถึงพระธรรม ความรู้ที่ทำให้หลุดพ้น

๔.สงฆานุสติ ระลึกถึงพระสงฆ์

๕.มรณานุสติ ระลึกถึงความตาย เพื่อปล่อยวาง ไม่มีใครหนีพ้น

๖.เทวดานุสติ ระลึกถึงเทวดา ความดีที่ทำให้เกิดเป็นเทวดา

๗.อาณาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจ เข้าออก สั้น ยาว

๘.กายคตานุสติ ระลึกถึงกาย ดังกล่าวในกายานุสติมหาสติปัฏฐานสูตร กายเต็มไปด้วยของสกปรกไม่ยึดติดในกาย

๙.จาคานุสติ ระลึกถึงการบริจาคทาน

๑๐.ศีลานุสติ ระลึกถึงศีล(ความเป็นปกติ)

มีสติคุมจิต(ความคิด)ให้อยู่ในอารมณ์ที่ดี มีความสุขปราศจากความเดือดร้อนจากความคิดที่ไม่ดี ที่ง่ายที่สุดคือคิดถึงนิพพานเป็นอารมณ์ อารมณ์ของอรหันต์ที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุขไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มีความปรารถนาที่ถูกต้องคือปรารถนานิพพาน มีนิพพานเป็นที่ตั้งของจิต(ความคิด) สภาวะนิพพานเป็นเช่นใด อาจคิดอย่างง่ายคือออกจากที่ร้อนสู่ที่เย็นสบายเช่นใด นิพพานสบายเช่นนั้น นิพพานได้ทั้งขณะมีชีวิตและหลังจากเสียชีวิต นิพพานได้ทุกที่ทุกเวลาตั้งจิต(ความคิด)ที่นิพพาน

มีสติระลึกรู้เท่าทันการเกิดดับที่อยาตนะ ดับการปรุงแต่งทางความคิด ไม่ประมาท ปล่อยวาง จิต(ความคิด)ทรงอารมณ์ที่ดีไว้ตลอดมีความสุขนิรันดร

หัวใจพุทธศาสนา(Heart of truth) ไม่ทำชั่ว, ทำดี, ทำจิตใจผ่องแผ้วเบิกบาน, มีความอดทน , มีเป้าหมายเพื่อจิตสงบเย็นไม่เร่าร้อนเป็นทุกข์ด้วยกิเลสตัณหา  ,ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง, ไม่กล่าวร้าย, สำรวมในศีล(ความเป็นปกติ) ,สำรวมในอาหารและพอใจในที่อยู่อันสงบ, ทำจิตให้ยิ่งคิดพิจารณาเพื่อปล่อยวาง ,เกิดความรู้เท่าทันความจริง  กระทำสิ่งต่างๆอย่างเหมาะสมทางสายกลางไม่เคร่งเครียดและไม่หย่อนเกินไป, เข้าใจเรื่องของกรรม บุคคลทำสิ่งใดย่อมรับผลในสิ่งนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  ผลในปัจจุบันเกิดแต่เหตุที่ทำไว้ในอดีต แก้ไขที่ปัจจุบันอย่างมีเหตุผล  เป็นการกระทำที่ง่าย ไม่ยุ่งยากและไม่พึ่งหรือเกี่ยวเนื่องด้วยวัตถุ เมื่อทำดีแล้วสภาพจิตดีเข้มแข็งไม่หวั่นไหวต่อเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น มีความสุขสงบทุกที่ทุกเวลา
       
การปฏิบัติธรรมนั้นกล่าวให้ง่ายคือการฝึกคิดให้เกิดความฉลาด หัวใจคำสอนพระพุทธศาสนาสอนเรื่องความฉลาดเริ่ม ละชั่วแล้วเป็นดีทำสิ่งใดก็ดี ทำได้ทุกที่ทุกเวลา และมีความฉลาดที่จะเข้าใจเหตุผลและละเหตุของความชั่ว ซึ่งเกิดผลความดี จิตใจจึงเบิกบาน บริสุทธิ์(ปราศจากความขุ่นมัว ปราศจากความโง่)

การฉลาดคิดถึง

เหตุของความชั่ว คือความอยาก(ตัณหา อุปาทาน)

เหตุของความอยากคือกิเลส(โลภ โกรธ หลง)

เหตุของกิเลสคือการมีอัตตาตัวตน

เหตุของอัตตาตัวตนคือความโง่

ดังนั้นดับเหตุแห่งความชั่วที่ความโง่ ละชั่วเป็นการทำดีตั้งต้นจากละเหตุความความชั่วที่ละความโง่ด้วยความฉลาด

เมื่อมีความฉลาด(ความรู้ ธรรมชาติที่ไม่คงทน เปลี่ยนแปลง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง)

เมื่อมีความรู้ จะฉลาด

ละอัตตา(ตัวตน) เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ที่จะให้กองกิเลสตั้งอยู่ จึงไม่มีกิเลส

ละกิเลส(โลภ,โกรธ,หลง) จากการไม่มีตัวตนให้กองกิเลสตั้งอยู่ได้ จึงไม่้มีความอยาก

ละความอยาก จากการไม่มีกิเลส จึงไม่ทำชั่ว

ละความชั่ว จากการไม่มีความอยาก จึงดี

ดีแล้วจิตใจจึงเบิกบานผ่องแผ้ว

จิตคืออะไร จิตเป็นกระบวนการคิด

ความเบิกบานผ่องแผ้วเป็นเช่นใด ความเบิกบานผ่องแผ้ว ปราศจากความขุ่นมัว ความโง่

มีเป้าหมายสูงสุด คือพ้นทุกข์ ปราศจากความร้อน และสิ่งเสียดแทง นิพพาน

ละเหตุแห่งการเกิด ละความโง่ ละความอยาก ละอัตตาตัวตน เป็นอนัตตา ฉลาด

ไม่ต้องเกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ทุกข์

ใช้ความอดทน

ไม่เบียดเบียน(ตนเองและผู้อื่น) เป็นผู้สงบระงับการเบียดเบียน(สมณะ)

สมณะทำอะไร สมณะนักบวชฝึกความฉลาดให้มีในตน ดังนั้นสมณะมิใช่รูปกาย โกนผมนุ่งกาสาวะ แต่เป็นสมณะละความโง่ ฝึกความฉลาด ไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น ดังนั้นสมณะไม่ถูกจำกัดด้วย เพศ การแต่งกาย วรรณะ อายุ เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ เทวดา พรหม ผู้หญิง ผู้ชาย ฆารวาส(ผู้ไม่แต่งกายแบบพระภิกษุสงฆ์) เป็นสมณะได้ทั้งสิ้นเมื่อมีความฉลาด ไม่โง่ สมณะ(สงฆ์)ปฏิบัติดังนี้

ไม่ทำร้ายด้วยคำพูด

ไม่ทำร้ายด้วยการกระทำ

ปกติ(ศีล)

ทานอาหารพอประมาณ

นั่งนอนในที่สงบ สบายแก่ตน

ทำจิตให้ยิ่ง คิด พิจารณาสรรพสิ่งตามความเป็นจริง เหตุและผล =ปล่อยวางจากความคิด

ทุกบทสวด (เช่น มหาสติปัฏฐาน กาลามสูตร โพชฌงค์ คิริมานนันทสูตร ) จบลงที่ปล่อยวาง

เมื่อจิตเป็นกระบวนการคิด การปล่อยวางไม่คิด จึงไม่มีจิตที่จะคิด ไม่มีอัตตาตัวตน

เรื่องง่ายที่เข้าใจสิ่งที่อัจฉริยะสั่งสอน

สิ่งใดเกิดแต่เหตุ ดับเหตุผลสิ่งนั้นย่อมดับไป ไม่มีจิต ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา

ละเหตุแห่งการเกิด จึงไม่ต้องเกิด(นิพพาน) มีความฉลาดรู้จักโลกรู้จักจัดการกับความคิด ปล่อยวางจากทุกสรรพสิ่ง ดังเช่นพระพุทธเจ้าทรงชนะตนเอง ชนะโลก ชนะการแก่ การเจ็บ การตาย ด้วยความรู้ดังกล่าว

การส่งเสริมสุขภาพจิต ป้องกันและรักษาโรคที่เกิดกับจิตใจโดยวิธีการประยุกต์ใช้คำสอนทางพุทธศาสนาดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ควรเผยแพร่เพื่อมนุษย์ทุกคนจะได้รู้จักคิด ฝึกจิตให้สงบสุข ,เมื่อประชากรโลกเป็นคนดีมีสุขภาพจิตดีโลกจึงสงบสุข

คิริมานนทสูตร (Dhamma drug) พระสูตรหรือความรู้เพื่อความระงับทุกข์จากโรค

ยามเจ็บป่วยการพิจารณาธรรมเป็นยาระงับโรคทางกายและทางใจ

ความรู้สัญญา10ประการ เมื่อทำจิตให้สงบระลึกรู้ จำได้ถึงวิธีปฏิบัติ 10ประการและปฏิบัติเพื่อสงบระงับทุกข์จากโรค เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์ให้ไปบอกต่อพระคิริมานนทซึ่งป่วยอยู่ เมื่อฟังพระสูตรและพิจารณาด้วยสติพิจารณาธรรม คิดได้ทีละข้อตามลำดับ ปฏิบัติได้ก็หายป่วย เริ่มจากพิจารณาไตรลักษณ์ ทุกข์=ความเจ็บป่วยที่ประสบ, อนิจจัง สิ่งทั้งหลายทั้งรูป นามไม่เที่ยง ,อนัตตา สิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนที่จะยึดมั่นถือมั่น, ละความยึดถือยินดีในตัวตนร่างกายด้วยเห็นโทษและความไม่สวยงามของร่างกาย, ละอกุศลจิต ความคิดในทางชั่ว ละความยึดถือยินดีในโลก, ละสังขารทั้งหลาย,ทำสมาธิตั้งสติไว้ที่ลมหายใจ(อาณาปานสติ)พิจาณาแบบสติปัฏฐานสี่ จนปล่อยวางสังขารการคิดปรุงแต่งสงบระงับความทุกข์กายใจ

๑.อนิจจสัญญา รูป นาม(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไป

๒.อนัตตสัญญา อยาตนะคู่ รูป-ตา, เสียง-หู, กลิ่น-จมูก, รส-ลิ้น, สัมผัส-ผิวหนัง,ธรรมารมณ์(อารมณ์ เรื่องราวที่คิด)-ใจ ไม่ใช่ตัวตนที่จะยึดมั่นถือมั่น

๓.อสุภสัญญา เห็นว่าร่างกายเป็นของไม่สวยงามประกอบด้วยอวัยวะต่างๆที่เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนา

๔.อาทีนวสัญญา เห็นว่าร่างกายเป็นของที่มีโทษ แปรปรวนไปด้วยเหตุภายในมีความเจ็บป่วย ,หิว,กระหาย ,ปวดปัสสาวะอุจจาระ, เหตุภายนอกแปรปรวนด้วยอากาศ ร้อน เย็น

๕.ปหานะสัญญา ละความคิดพยาบาท(สาปแช่ง) ละวิหิงสา(ความคิดเบียดเบียนสัตว์) ละกามฉันทะ(ความพอในในกามคุณ) ละอกุศลกรรม กำจัดและป้องกันอกุศลมิให้เกิดขึ้นในจิต

๖.วิราคะสัญญา ธรรมอันเป็นสิ่งละเอียด ละตัณหา สิ้นกิเลส

๗.นิโรธสัญญา ธรรมอันเป็นสิ่งละเอียด ละตัณหา เป็นเหตุให้สิ้นกิเลส

๘.สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ไม่ยินดีและยึดมั่นถือมั่นในโลก

๙.สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา ไม่ยินดีและยึดมั่นถือมั่นในสังขาร

๑๐.อาณาปานสติสัญญา เข้าสมาธิพิจารณาลมหายใจ มีสติระลึกรู้กับลมหายใจเข้าออกสั้นยาว สงบระงับกายแล้วพิจารณาเวทนา(ความรู้สึกสุข-ทุกข์) พิจารณาสภาพจิต เปลื้องจิตจากนิวรณ์ละจากอกุศลธรรม ทำจิตให้เบิกบานตั้งมั่น พิจารณาธรรมที่ทำใ้ห้จิตหลุดพ้นดับกิเลสตัณหา เบื่อหน่ายและปล่อยวาง

ทุกขเวทนาจากโรคภัยจึงสงบระงับ หรือ การใช้ธรรมโอสถรักษาโรค

สิ่งใดเกิดขึ้น มีสติ ฉลาด รู้ ปล่อยวาง จากสิ่งนั้น โลกเป็นเช่นใดก็เป็นเช่นนั้น ไม่ยินดีไม่ยินร้าย เรื่องของโลก จิตพ้นจากโลกและความทุกข์ทางโลก

 

กาลามสูตร

คำสอนเรื่องความเชื่อ(ศรัทธา,ทิฎฐิ) พึงมีความเชื่อที่ถูกต้อง มีเหตุผล ใช้สติปัญญาพิจารณาความจริง

ความเชื่อมี2ชนิด ควา่มเชื่อที่ถูก(สัมมาทิฎฐิ) ความเชื่อที่ผิด(มิจฉาทิฎฐิ)

ความเชื่อที่ถูก มีเหตุผล ,เป็นสิ่งดี(กุศล ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น), ทำแล้วเกิดประโยชน์, ผู้รู้สรรเสริญยกย่อง

ความเชื่อที่ผิด ไม่มีเหตุผล ,เป็นสิ่งชั่ว(อกุศล ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น),ทำแล้วเกิดโทษ, ผู้รู้ติเตียน

มีความเชื่อที่ถูกเพื่อปฏิบัติในทางที่ดี ละความเชื่อที่ผิด ไม่ทำชั่ว

เมื่อทำดี แล้ว ปล่อยวาง ละวางจากความเชื่อทั้งหลาย จึงพบความจริง ความสุขสงบ

 

ตัวอย่างเช่น คนแบกหามของหนัก (คิดมาก,ยึดติดมาก)ปวดเมื่อย(เป็นทุกข์) ,เมื่อวางของหนักที่แบกลง (ไม่คิด,ปล่อยวาง) แล้วสบาย(เป็นสุข)

ทำดีคือทำอะไร อะไรที่ดี

มงคล38ประการ(ทำดี)

สิ่งใดที่ดีที่เป็นมงคลทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ตน

๑.)ไม่คบพาล คนโง่

๒.) คบคนฉลาด

๓.)บูชาบุคคลที่ควรบูชา พ่อแม่ พระสงฆ์ ครูอาจารย์ที่ดี

๔.)อยู่ในถิ่นที่ควรอยู่

๕.)บำเพ็ญความดีที่เป็นบุญเช่นที่ทำในอดีต

๖.)ตั้งตนชอบ ดำรงชีวิตที่ดี

๗.)ฟังมากเป็นผู้รอบรู้

๘.)ศึกษาศิลปวิทยาการ

๙.)มีวินัย

๑๐.)วาจาสุภาษิต พูดคำพูดที่ดีสอนคนให้ทำดี

๑๑.)เลี้ยงดูบิดามารดา

๑๒.)เลี้ยงดูลูก

๑๓.)เลี้ยงดูภรรยา

๑๔.)ทำงานไม่คั่งค้าง

๑๕.)ให้ทาน

๑๖.)ปฏิบัติธรรมปฏิบัติตามสิ่งที่สอน

๑๗.)สงเคราะห์(ช่วยเหลือ)ญาติ

๑๘.)ทำงานที่ไม่มีโทษ

๑๙.)ไม่ทำชั่้ว(๑๐ประการ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ โลภ พยาบาท เห็นผิดเป็นชอบ)

๒๐.)ไม่เสพสุรา

๒๑.)ไม่ประมาท

๒๒.)เคารพผู้ควรเคารพ

๒๓.)อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อวดเบ่ง

๒๔.)สันโดษ พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็น

๒๕.)กตัญญ

๒๖.)ฟังธรรมตามกาล

๒๗.)อดทน ต่อความลำบาก,ความไม่สบายกายใจ,ความเจ็บใจ,กิเลส

๒๘.)เป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย ไม่ดื้อ

๒๙.)พบเห็นสมณะ ผู้สงบกาย วาจา ใจ

๓๐.)ซักถามธรรมตามกาล

๓๑.)ตบะ ทำให้กิเลสความร้อนหมดไป

๓๒.)ประพฤติพรหมจรรย์(ไม่สำส่อนทางเพศ ทำดี )

๓๓.)เห็นในอริยสัจจ์(เหตุผล)

๓๔.)กระทำนิพพานให้แจ้ง(ปล่อยวาง)

๓๕.)ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม(๘ประการได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์)

๓๖.)ไม่เศร้าโศก

๓๗.)ปราศจากธุลี (ไม่คิดให้เกิดความอยาก กิเลส)

๓๘.)สุขสงบ (ปล่อยวางไม่คิด)

จิตคืออะไร จิตเป็นกระบวนการคิด ศัพท์ทางวิทยาศาสตร์=กระบวนการทำงานของเซลล์ประสาท(Neuronal function) เพราะการรับรู้ การคิด การสั่งการ เกิดจากการทำงานของเซลล์ประสาทซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงของพลังงานไฟฟ้า จิตใจ จึงไม่ใชอวัยวะ่สิ่งที่จับต้องได้เพราะเป็นการทำงานของเซลล์ประสาท(มากมายนับล้านล้านเซลล์)และระบบประสาท=Electric energy

จิตวิญญาณ(Psychospirit)=ความคิด การรับรู้=Electric energy

ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ(meditation)=Control neuronal function=คิดที่จะไม่คิด=ไม่คิด=การปล่อยวาง=Control neuronal signal=Control neuronal electrical discharge= คลื่นไฟฟ้าสมองจะสงบลง(low amplitude EEG)=Control electrical energy=Function without Function= สงบ=สบาย=นิพพาน(Nirvana)