การพัฒนาสมองสู่ความเป็นอัจฉริยะ(Article : Genius formation)

ฉลาดหรือโง่ ทุกคนคงตอบว่าอยากฉลาด ทำอย่างไรจึงจะฉลาด ก็คือคนที่เลือกที่จะฉลาด

แนะนำการพัฒนาสมอง
สมองสามารถพัฒนาได้อย่างไร้ขีดจำกัด เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตสามารถเพิ่มประสิทธภาพสมองได้ วิชาการเพาะปลูกมันสมองมีมานานจากยุคโบราณ จนเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ซึ่งการเรียนรู้มีความซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมมีการสร้างโรงเรียน มหาวิทยาลัย พัฒนาจนเกิดการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเลกโทรนิกส์ (E-learning)โลกพัฒนามาเป็นลำดับ
      ยุคโบราณที่ใช้กำลัง สงคราม การใช้สมองกับการใช้กำลังทหารมีคัมภีร์พิชัยสงครามเกิดขึ้นมากมาย(first wave:weapon power)เพื่อให้รบชนะข้าศึก,
       ยุคกลาง การใช้ระบบการเงิน กับการใช้สมองสร้างความร่ำรวย นำไปสู่สงครามเศรษฐกิจ(Second wave:economic power)มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจขึ้น(ทุนนิยม)
      ยุคปัจจุบัน สังคมข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี สงครามทางความคิด,ศาสนา,ลัทธิทางการเมือง, ความเชื่อ(Third wave:intelligent&technology power) ซึ่งไม่ว่ายุคใดสิ่งที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์บนพื้นโลกนี้ คือ สมอง ดังนั้นประเทศใดจะเจริญก้าวหน้ากว่ากันอาจดูได้จากประชากรมีคุณภาพสมองดีเพียงใด
       อนาคตจะเข้าสู่ยุคแห่งสติปัญญา (the fourth wave:wisdom power) ผู้ชนะที่แท้จริงจะเป็นผู้มีสติปัญญา ความฉลาดในทุกด้าน จะเป็นผู้ควบคุมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงโลก(Rule the world)
      ดังนั้นการพัฒนาสมองเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเพิ่มประชากรที่มีสมองดี คิดดี คิดถูกต้อง คิดอย่างรวดเร็ว แก้ไขเหตุที่ทำให้สมองใช้งานไม่เต็มที่ นำไปสู่การใช้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ศึกษาวิชานี้ไม่ต้องการประกาศนียบัตรรับรอง ผลที่ได้คือความฉลาด รู้จักเลือกเฟ้นสิ่งที่ดีมีประโยชน์แก่ตน ซึ่งเมื่อเริ่มอ่านข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของตนเองก็เริ่มต้นความฉลาด
การทำงานของสมองประกอบด้วย 1.)การรับรู้ผ่านระบบประสาท 2.)การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ข้อมูล และ3.)ขั้นตอนสุดท้ายการตอบสนองด้วยการคิด การพูดหรือการกระทำ ผู้มีสมองดีจะรับรู้ คิด และตอบสนองได้ดี
การเรียนรู้จะดี การทำงานจะดี การใช้ชีวิตดี สุดท้ายมีความสุข
ประโยชน์ที่เห็นโดยตรงจากการวิจัยคือผู้เรียนมีผลการเรียนดีขึ้นกว่ากลุ่มที่เรียนรู้แบบเดิม(ฉลาดกว่าเดิม)
ผู้ที่สนใจจะพัฒนาสมองตนเองสามารถเริ่มต้นได้ทันที และควรฝึกสมองเป็นประจำทุกวันจนกว่าจะสิ้นชีวิต ควรตั้งใจ ไม่หักโหม ไม่ใช้สมองขณะอ่อนล้า พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่เสพสิ่งที่เป็นโทษแก่สมอง ทำอารมณ์ให้เบิกบานไม่ขุ่นมัว
เหตุที่ทำให้สมองไม่ดี จาก กรรมพันธุ์(สมองพิการ ปัญญาอ่อน) ขาดการอบรม ดังนั้นสมองที่ไม่พิการสามารถพัฒนาได้
    การสร้างเวบเพื่อสร้างความฉลาด ไม่มุ่งแสวงผลประโยชน์ เป็นไปเพื่อพัฒนาประชากรสำหรับยุคอนาคต(The wisdom world)
 
วิธีการพัฒนาสมอง
การพัฒนาสมอง เริ่มต้นได้ทันที เนื่องจากทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตื่นนอนควบคุมโดยสมอง การเข้าใจกลไกการใช้สมองหรือ การเข้าใจวิธีการคิดเป็นหัวใจสำคัญ การดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเป็นการทำงานขั้นพื้นฐาน(Basic instinct) กิน นอน ขับถ่าย สืบพันธุ์ ต่อสู้ หลบหนี อารมณ์พื้นฐาน การเคลื่อนไหวเพื่อทำกิจวัตรประจำวัน ส่วนการทำงานขั้นสูง ที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นคือการคิด การเรียนรู้ การเข้าใจวิธีการคิดหรือเข้าใจวัตถุประสงค์พัฒนาสมองเพื่อความฉลาด
เข้าใจความฉลาด ความสามารถในการใช้สมองคิด เลือกเฟ้นสิ่งที่ดีแก่ตน เช่น เลือกคำตอบที่ถูกจากการสอบ ทำให้สอบได้คะแนนสูง สามารถแก้ปัญหาได้ คนแต่ละคนจึงแตกต่างกันที่ระดับสติปัญญา หรือความฉลาด
อัจฉริยะ ความฉลาดอย่างมาก เกิดได้จาก พันธุกรรม ที่มีมาแต่กำเนิด ฉลาดแต่กำเนิด ในที่นี้ เน้นการสร้างอัจฉริยะจากการฝึกพัฒนาสมอง ให้รู้จักวิธีการคิด การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคิดดี คิดถูกต้องและคิดได้อย่างรวดเร็ว
กระบวนการคิด เริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์ วิธีการ การตอบสนอง แล้วย้อนกลับมาที่เริ่มคิด มีนักคิดหลายท่านทำการศึกษาค้นคว้า ซึ่งอาจสรุปเป็นกระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ การค้นหาความจริงคิดอย่างมีเหตุผลจากสิ่งที่พิสูจน์ได้ตามหลักการวิทยาศาสตร์ การคิดเชิงจินตนาการ การสร้างรูปแบบต่างๆเชิงศิลปะใช้อารมณ์และจินตนาการ
การคิดแบบวิเคราะห์(การคิดแบบแยกส่วน,ขยายความ),การคิดแบบสังเคราะห์(การคิดแบบสรุปข้อมูล,สรุปใจความสำคัญ)เป็นสิ่งสำคัญของการเกิดวิชาการต่างๆจาการสร้างความรู้และศึกษาถ่ายทอดต่อมาซึ่งมีการสร้างความรู้อย่างต่อเนื่อง การใช้สมองนั้นเป็นการคิดทั้ง2แบบรวมกัน เริ่มจากการรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผลเป็นความรู้ การตอบสนองโดยการนำความรู้มาใช้ ซึ่งความฉลาดจะเกิดขึ้นได้จาก ประสบการณ์การเรียนรู้ สะสม จนรู้จักสังเคราะห์ความรู้เป็นของตนเอง หรือรู้จักคิด
ลองเริ่มต้นสร้างความฉลาดโดยการวิเคราะห์กระบวนการใช้สมองเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้

1.ความมุ่งหมาย(Aim) กำหนดจุดมุ่งหมายในชีวิตหรือกิจกรรมที่จะทำ,จะประกอบอาชีพอะไร,อะไรเป็นอุปสรรค,หนทางแก้ไข,จุดมุ่งหมายสูงสุดคืออะไร,ควรมีความรู้ในอาชีพและความรู้รอบตัว

2.สติสัมปัชัญญะ(Perception)

ความรู้สึกตัวเป็นสิ่งสำคัญมาก มีสติที่จะรู้จักและควบคุมความคิด ให้พยายามที่จะดูอย่าเพียงแต่จะเห็น ให้พยายามที่จะฟังอย่าเพียงแต่ได้ยิน

3.ความสังเกต(Observation)

ดูสิ่งต่างๆอย่างถี่ถ้วนทำความสังเกตให้ถูกต้อง สามารถแยกแยะความเหมือนหรือความแตกต่าง

4.สมาธิ(Concentration)

การตั้งใจมั่นอยู่ในสิ่งเดียวที่เราทำ ให้มีสมาธิก่อนทำการใดๆ ควรรู้ว่าจะคิดเรื่องอะไร คิดดีหรือไม่ คิดถูกต้องหรือไม่ สิ่งที่จะทำควรทำหรือไม่ เมื่อทำแล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นใด

5.มโนคติ(Imagination)

การเห็นรูปด้วยใจ การมองเห็นการที่จะเป็นไปในภายหน้า การฝึกในทำนองฝึกจินตนาการฝันกลางวันเห็นภาพหรือเรื่องราว เช่นเดียวกับนักเขียนแต่งบทละคร มโนคติย่อมปกครองโลก

6.ความจำ(Memory)

ฝึกความจำโดยทำใจให้เป็นสมาธิ,มีความละเอียดสังเกตต่อเนื่อง,การเทียบเคียง,ทำเครื่องหมาย,ฝึกจำตัวเลขตอนเช้า ถ้าจำไม่ได้อาจใช้วิธีการเรียนซ้ำๆ เช่นเขียนข้อความที่ต้องการจำติดผนังอ่านซ้ำทุกวันจนกว่าจะจำได้

7.ความคิดปลอดโปร่ง(Clear thinking)

ไม่ปล่อยให้มีความสงสัย,มีความละเอียดแยกเรื่องออกเป็นส่วน,ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย,ทำสิ่งที่ยากให้ง่าย การมีสมองปลอดโปร่งปราศจากสิ่งรบกวนทำให้คิดเห็นได้อย่างชัดเจน

8.การคิดหาเหตุผลให้ถูกทาง(Right reasoning)

แสวงหาความจริงและเหตุผล

9.ความวินิจฉัยถูกต้อง(Good judgement)

เมื่อความจริงยังไม่เด่นชัด,และยังหาเหตุผลไม่ได้เพียงพอ ใช้ความวินิจฉัยที่ถูกต้อง ไม่ลังเล ตัดสิน หากวินิจฉัยผิดพลาด เมื่อได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นก็วินิจฉัยใหม่ให้ถูกต้องและจดจำไว้เป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ผิดซ้ำ (เรียนรู้จากข้อผิดพลาดเพื่อไม่วินิจฉัยผิด)

10.ไหวพริบ(Intuition)

ทราบได้โดยมิต้องไตร่ตรอง,สังเกตเห็นโดยไม่ต้องมีใครเตือน,ปฏิบัติการได้ทันท่วงที ฝึกหัดเทียบเคียง,คิดให้ลึกซึ้ง,จำสุภาษิต เป็นการคิดได้อย่างรวดเร็ว

11.การโต้เถียง(Argument)

เอาชนะโดยใช้เหตุผล,แยกข้อโต้เถียงออกเป็นข้อ,ไม่ควรโต้เถียง เมื่อมีโทสะ,เรื่องไม่เป็นแก่นสาร,เรื่องที่ตกลงกันไม่ได้,คนไม่มีความคิด

12.ความฉลาด(Intelligent)

รู้เห็นตามที่เป็นจริง,รู้จักเลือกเฟ้น,เป้าหมายของการฝึกมาทั้งหมด ฝึกแสดงความคิดเห็นของตนเอง,แสวงหาประโยชน์จากทุกสิ่งที่เห็น,มีอิสระทางความคิด,หัดเปรียบเทียบ

13.การแนะนำตนเอง(Auto-suggestion)

รู้จักตนเอง มีตนเป็นที่พึ่ง เช่น เรามีความจำดี,ทำใจเป็นสมาธิ,พูดออกมาและคิดสม่ำเสมอ

14.การชนะตนเอง(Self-control)
ที่ฝึกมาทุกข้อเพื่อการรู้จักฝืนใจตัวไม่ทำสิ่งที่ผิด ทำในสิ่งที่ถูก การชนะใจตนเองเป็นความชนะที่ดีที่สุด และแสดงถึงความฉลาดที่เกิดขึ้นในการควบคุมความคิดและการแสดงออกด้วยการพูดและการกระทำ

ที่เขียนมาอ่านแล้วอาจรู้สึกว่ายาก จะทำให้ง่ายก็โดยการฝึกสมองหัดสร้างความคิดให้เกิดแก่ตน เป็นการสรุปใจความสำคัญที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งต้องใช้ทุกหัวข้อที่วิเคราะห์แยกส่วนให้เข้าใจกระบวนการคิดรวมเข้าด้วยกัน ผู้ใดเข้าใจและนำไปใช้ได้ย่อมเกิดการพัฒนาทักษะการคิดอันนำไปสู่ความฉลาด สร้างความสุขแก่ตนโดยไม่ทำร้ายผู้อื่น

การเรียนรู้สู่ความเป็นอัจฉริยะนั้น ไม่เป็นการกำหนดขอบเขต หรือการกดขี่ทางความคิด ความฉลาดไม่สามารถกำหนดโดยตัวเลขหรือเครื่องมือวัดถุที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากความฉลาดไม่มีขอบเขต การเป็นอิสระที่จะคิดในเรื่องที่ควรคิดเป็นหนทางสู่ความเป็นอัจฉริยะซึ่งอาจคิดไม่เหมือนผู้อื่น หรือคิดในสิ่งที่คนทั่วไปคิดไม่ถึง ทีสำคัญคือการกำเนิดองค์ความรู้ใหม่ซึ่งเกิดศาสตร์สาขาต่างๆขึ้นมากมายรวมทั้งวิทยาศาสตร์ จากนักคิด อัจฉริยะยุคต่างๆจนถึงปัจจุบันและการประดิษฐ์คิดค้นสร้างสรรค์สิ่งต่างๆมากมาย ดังนั้นมนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองสู่ความเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆที่ตนสนใจ

ยกตัวอย่างเช่น ศาสดาของศาสนาต่างๆ ที่คิดหาหนทางพ้นทุกข์ หาทางเพื่อความสุขสงบ โดยไม่ได้ไปศึกษาค้นคว้าที่สถาบันใดๆมาก่อนแต่ให้กำเนิดศาสนาซึ่งไม่มีผู้ใดเคยคิดมาก่อน จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องวัดไอคิวของอัจฉริยะเหล่านั้นที่ฉลาดกว่ามนุษย์ปัจจุบันซึ่งกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้
นักวิทยาศาสตร์บางครั้งก็คิดเรื่องต่างๆสำเร็จได้ในเวลาที่ไม่ได้คิด

พัฒนาสมองสู่ความเป็นเลิศ อิสระทางความคิดที่ไร้ขอบเขต ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันที่มีสมองมีความคิด การอบรมเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่อยากจะเป็นอัจฉริยะ และอัจฉริยะสร้างได้ทันที ที่รู้จักคิด

วิเคราะห์วิธีการพัฒนาสมอง
การพัฒนาสมอง หรือการสร้างรูปแบบการเรียนรู้ มีการแยกวิธีการเรียนตามหลักการคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้โดยแยกตามวัย แบ่งชั้นเรียนตามอายุ อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย และแยกวิชาการเรียนออกเป็นหลายสาขาวิชา เพื่อจัดระบบ และง่ายต่อการเรียนรู้ เป็นการสอนคนให้เลือกวิชาการที่ตนถนัด ซึ่งเป็นการเรียนรูปแบบเก่า ทั้งนี้สมองสามารถพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด การเรียนรู้แบบเก่าเป็นเหมือนสอนคนให้ขึ้นบันไดไปทีละขั้น ซึ่งการพัฒนาสมองสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องใช้เวลานานอย่างกระบวนการเรียนรู้แบบเก่าซึ่งมนุษย์ปัจจุบันคิดว่าดี การเรียนรู้แบบสังเคราะห์เป็นการสร้างความรู้โดยพัฒนาต่อเนื่องจากการเรียนแบบวิเคราะห์แยกวิชาการ ซึ่งทำให้คนฉลาดขึ้นกว่าระบบเก่า
การเรียนรู้ในปัจจุบันต่างจากอดีต เนื่องจากองค์ความรู้ที่พัฒนามีมากมายมหาศาล และไม่จำกัดเฉพาะสถานที่ อายุ เวลา แนวคิดการเรียนอย่างอิสระสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็วด้วยความเจริญทางเทคโนโลยี ซึ่งการสร้างความฉลาดง่ายกว่าในอดีต
การพัฒนาสมองจึงเริมได้ทุกที่ทุกเวลา เสมือนการปฏิวัติทางความคิด โดยคิดอย่างอิสระ บนความเป็นจริง สร้างสรรค์และไม่ก่อให้เกิดโทษหรือเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ
โลกในยุคที่3(The third wave intelligent&technology power)เป็นโลกที่มีความเจริญทางวัตถุอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงโลก(Rule of the world:The third wave)มีความซับซ้อนมากขึ้น นอกจากการใช้กำลัง(ยุคแรก โบราณ :Weapon power)และการใช้เศรษฐกิจ การค้า(ยุคที่2 :Economic power)มีผู้สร้างทฤษฏีและแนวคิดหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะระบบการปกครอง มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบขุนนางกษัตริย์ซึ่งมีผลกระทบทั้งโลก(intelligent wave) เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือความเท่าเทียมกันและความเป็นอิสระปราศจากการกดขี่จากระบอบกษัตริย์หรือระบบขุนนาง เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่ว่าจะยุคใดการเปลี่ยนแปลงโลกมักต้องใช้กำลังเหมือนยุคโบราณ เมื่อปฏิวัติโค่นระบบการปกครองเดิมสำเร็จก็เกิดการสร้างโลกยุคใหม่ ควบคุมด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ตามมาด้วยผู้ที่คิดระบบการปกครองเพื่อความเป็นอิสระและช่วยเหลือชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่เกิดระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยภายใต้กระบอกปืน(คอมมิวนิสต์) การปฏิวัติที่รัสเซีย จีน เวียดนาม เกาหลีและอีกหลายประเทศ โลกแบ่งออกเป็น2ฝ่าย เข้าสู่ยุคสงครามเย็น มีการพัฒนาอาวุธทำลายล้างสูง
 อาจกล่าวได้ว่าอาวุธที่แท้จริงที่เปลี่ยนแปลงโลกเกิดจากอาวุธทางความคิด และ ผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลก คือผู้ที่รู้จักคิด การปฏิวัติทางความคิด(Revolution of thinking)อันนำไปสู่การปฏิบัติ และมีผลกระทบทั้งโลก ยุคสงครามเย็นระหว่างรัสเซียและสหรัฐ จบลงที่ผู้นำรัสเซียถูกครอบงำทางความคิดหรืออาจจะเปลี่ยนแปลงทางความคิดให้เป็นอิสระจากการใช้แต่กำลังหรืออาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง(Weapon &intelligent) มาสู่ระบบทุนนิยม(Economic wave)การเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปของรัสเซียทำให้ประเทศล่มสลายแตกออกเป็นหลายประเทศซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ทางความคิดของรัสเซียต่ออเมริกา ดังนั้นผู้นำประเทศที่ดีต้องมีสมองดีและมีความฉลาดที่จะคิดให้รู้เห็นเหตุการณ์ที่จะเป็นไปในอนาคตหรือรู้ผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำ ไม่ว่าประเทศใดจะพ่ายแพ้หรือชนะ เรื่องที่เล่ามาดังกล่าวแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงโลกโดยการคิดที่แตกต่างจากอดีต แนวคิดความเป็นอิสระ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์บนโลกใบเดียวกัน แตกต่างที่วิธีการและความฉลาด
     การที่ผู้ที่รู้ว่าตนโง่แล้วเริ่มหาวิธีทำให้ตนฉลาดขึ้นเป็นคนฉลาดเกิดการค้นคว้าหาความรู้เริ่มการเรียนรู้ขึ้น วิธีการเรียนรู้อาจจำแนกได้หลายแบบ โดยสรุปเป็นการคิดแนววิเคราะห์ ซึ่งทำให้คนฉลาดแต่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือถูกจำกัดความคิดให้คิดในรูปแบบเดิม การจะฉลาดรอบรู้ต้องรู้จักคิดออกจากรูปแบบเก่า สร้างกระบวนการคิดหรือวิธีคิดที่เป็นอิสระ ยกตัวอย่างเช่น คนส่วนมากถูกสอนให้จำว่าไอน์ไสตน์เป็นอัจฉริยะ ซึ่งสร้างสมการหรือสูตรประหลาด ที่ไม่มีใครคิด และไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แต่ก็เชื่อตามกันไปทั้งที่จริงๆแล้วเราอาจฉลาดกว่าไอน์ไสตน์ สูตรหรือสมการไม่ใช่สิ่งที่แสดงความฉลาด เพียงแต่คิดอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่คิดกัน สมการที่ถูกต้องอาจไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด และการนำสมการไปใช้สร้างอาวุธที่ทำลายล้างสูงยิ่งแสดงความโง่อย่างบ้าคลั่ง หลังระเบิดปรมณู ไอน์ไสตน์ก็ตายจากโลกไป ผู้ที่ช่างคิดอาจสงสัยว่าถ้างั้นใครที่ฉลาดที่สุดในโลก คำตอบอาจจะเป็นตัวเองก็ได้ถ้ารู้จักคิด
ถ้าเรายังอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมก็ยังคงโง่ต่อไปเพราะจะรู้อยู่ด้านเดียว แต่ถ้าเรารู้จักคิดจะเกิดสมการหรือรูปแบบที่น่าสนใจกว่าและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกที่ดีขึ้น โลกแห่งความฉลาด บนพื้นฐานแนวคิดแบบสังเคราะห์การสร้างความรู้ ยกตัวอย่างศาสดาในศาสนาต่างๆที่สร้างคำสอนเปลี่ยนแปลงโลก ช่วยคนให้พ้นจากความทุกข์ และความโง่ กำเนิดลัทธิศาสนาต่างๆ(The third wave intelligent) เดิมที่เรียนจากสำนักต่างๆแต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดแบบเดิม ต่อเมื่อสงบจิตใจ หยุดคิดแบบเดิม เลิกคิดวิเคราะห์ มาพิจารณาความจริงจนเกิดความฉลาดรอบรู้ เรียนมานานยังไม่สำเร็จวัตถุประสงค์ที่จะพ้นจากความทุกข์ใช้เวลาถึงหกปี ทั้งทรมาณตนเอง มาฉลาดเพียงชั่วข้ามคืน เหมือนออกจากโลกใบเดิม เลิกคิดแบบเดิม คิดวิธีการพ้นจากความโง่และความทุกข์สำเร็จ และนำแนวคิดมาถ่ายทอดเป็นคำสอนกำเนิดศาสนาแห่งความรู้(พุทธศาสนา) ความเป็นอัจฉริยะหรือฉลาดอย่างมากอาจเกิดขึ้นทันที่ทันใดดังเช่นศาสดาในพุทธศาสนา ที่ใช้เวลาเพียงข้ามคืนคิดสิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับมนุษยชาติ ความฉลาด ดังนั้นการสร้างอัจฉริยะจึงเกิดขึ้นได้จริงไม่จำกัดเพศ อายุ ชนชั้น วรรณะ สถานที่หรือเวลา เมื่อใดที่คิดได้ เมื่อนั้นก็ฉลาด

ก่อนหน้า(Previous) หน้าต่อไป(Next)