ศัลยปฏิบัติที่ดี(Good surgical Practice)

จัดทำโดยคณะอนุกรรมการจริยธรรมราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย

หน้าที่ของแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนในแพทยสภา
                แพทย์ต้องทำให้ผู้ป่วยเชื่อถือและไว้วางใจว่าสามารถดูแลชีวิตและการอยู่ดีมีสุขของตนได้โดยการประกอบวิชาชีพซึ่งคงไว้ด้วยมาตรฐานของเวชปฏิบัติที่ดีโดยเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของความเป็นแพทย์ท่านจะต้องปฏิบัติดังนี้  
                - ให้ถือเอาการดูแลผู้ป่วยของท่านเป็นกิจเบื้องต้น
                - ดูแลผู้ป่วยด้วยความสุภาพและเห็นอกเห็นใจ
                - เคารพในศักดิ์ศรีและความลับของผู้ป่วย
                - รับฟังและเคารพในความคิดเห็นของผู้ป่วย
                - ให้ข้อมูลด้านการดูแลรักษาในทางที่เข้าใจได้ง่าย
                - เคารพในสิทธิผู้ป่วยที่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการรักษา
                - เพิ่มพูนความรู้และทักษะทางการแพทย์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
                - หยั่งรู้ หรือสามารถประเมินขีดความสามารถของตนเองได้
                - ต้องซื่อสัตย์และทรงค่าต่อการเชื่อถือ
                - เคารพและปกป้องข้อมูลที่เป็นลับ
                - ต้องมั่นใจว่าความเชื่อในส่วนบุคคลจะไม่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนหรือลำเอียงต่อการรักษา
                - กระทำโดยเร็วที่จะปกป้องผู้ป่วยต่อความเสี่ยง หากท่านมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าท่านหรือแพทย์ผู้ร่วมงานอาจไม่เหมาะต่อเวชปฏิบัตินั้นๆ
                - หลีกเลี่ยงในการใช้ความเป็นแพทย์ในทางที่ผิดหรือไม่ควร และ
                - ทำงานกับผู้ร่วมงานในทางที่เป็นผลดีที่สุดแก่ผู้ป่วย
                จากสาระทั้งหมดข้างต้น แพทย์ต้องไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หรือเลือกปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมต่อผู้ป่วยหรือแพทย์ผู้ร่วมงาน และท่านต้องพร้อมในการแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อการกระทำของท่านอยู่เสมอ

คำนำ
ศัลยปฏิบัติที่ดี(Good Surgical Practice) ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ดีในทางปฏิบัติ โดยเขียนอยู่ในพื้นฐานแห่งเหตุและผลที่ปฏิบัติได้ของศัลยแพทย์ เพื่อให้เกิดการเติมเต็มสิ่งที่พึงกระทำของศัลยแพทย์ทั้งหลายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา
ศัลยปฏิบัติที่ดี(Good Surgical Practice) เขียนขึ้นเพื่อศัลยแพทย์ และแพทย์ประจำบ้านศัลยกรรมที่ปฏิบัติงานทางคลินิกทั้งที่อยู่ในภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยโดยรวม และหวังว่ามาตรฐานดังกล่าวจะเป็นกรอบปฏิบัติสำหรับศัลยแพทย์ หรืออาจใช้ในการประเมินด้านศัลยปฏิบัติด้วย
เป็นที่ทราบกันดีว่า ศัลยปฏิบัติที่ดี(Good Surgical Practice) นั้น นอกจากจะประกอบด้วยการกระทำที่มีเหตุและผลของศัลยแพทย์ในแต่ละคนแล้ว ยังขึ้นกับการทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องมีทรัพยากร และเวลาที่เพียงพอ
ศัลยแพทย์เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบในมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ดังนั้น หากทรัพยากรใดๆที่ขาดอันอาจเป็นผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยแล้ว เป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์จะต้องแจ้งหรือรายงานให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องได้ทราบ     
เวชปฏิบัติที่มุ่งเฉพาะด้านคลินิกขึ้นกับการปกครองแพทย์โดยแพทย์
การประเมิน (Appraisal)     
การประเมินศัลยปฏิบัติที่ดี จะยึดตาม7หัวข้อหลัก เพื่อเป็นมาตรฐานที่ศัลยแพทย์ทุกท่านควรปฏิบัติ ดังนี้
1 การดูแลรักษาที่ดี(Good clinical care)
2 การธำรงมาตรฐานศัลยปฏิบัติที่ดี(Maintaining good surgical practice)
3. การสอน การฝึกอบรม และการกำกับดูแล(Teaching  training and supervising)
4. ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย(Relationships with patient)
5. การทำงานกับแพทย์ผู้ร่วมงาน(Working with colleagues)
6. ความซื่อสัตย์ต่อการปฏิบัติในวิชาชีพ (Probity in professional practice)
7.)ด้านสุขภาพ(Health)


1  การดูแลรักษาที่ดี(Good clinical care)
1.1 เพื่อให้ได้มาตรฐานในศัลยปฏิบัติที่ดีศัลยแพทย์ต้องมีความเชื่อมั่นในการให้บริการทางการแพทย์ดังนี้             
- ให้การดูแลผู้ป่วยตามลำดับความสำคัญของภาวะทางคลินิก
ต้องสื่อสารกับผู้ป่วยด้วยความเห็นใจ และเข้าใจได้ชัดเจน พร้อมด้วยความยินยอมของผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมาย และผู้ปกครองในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่บรรลุนิติภาวะ
-ทำหัตถการด้านศัลยกรรมได้ในเวลาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ          
- ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นพิเศษ

                - หน่วยงานของท่านมีทรัพยากรทุกด้านพร้อมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยด้านการรักษาในกรณีที่ยังไม่พร้อม สามารถที่จะเลื่อนกำหนดการรักษาออกไปได้เมื่อ หากการขาดซึ่งทรัพยากรที่อาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ถือเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ที่ต้องทำเรื่องรายงานต่อประธานฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการ
- ผู้ป่วยสามารถได้รับการดูแลหลังการผ่าตัดได้อย่างถูกต้อง ข้อมูลด้านการรักษาที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการบันทึกโดยเร็ว และต้องได้รับการบอกเล่าในระหว่างทีมผู้รักษา ผู้ป่วยและญาติ (ผู้ค้ำจุน) ตามความเหมาะสม      
คำว่าผู้ค้ำจุนผู้ป่วย (supporter) ที่ใช้ในเอกสารนี้ทั้งหมด หมายถึง ญาติ ผู้ดูแล หรือเพื่อนที่ได้รับการรับรองโดยผู้ป่วยที่ต้องการให้มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลการรักษา/การผ่าตัด ข้อมูลจะได้รับการบอกเล่าต่อผู้ค้ำจุนได้เมื่อมีการยินยอมของผู้ป่วยเท่านั้น และต้องมีการบันทึกชื่อของผู้ค้ำจุนไว้ในเวชบันทึกของผู้ป่วยอย่างชัดเจน
-  เมื่อมีการจำหน่ายผู้ป่วยออกจากการดูแลในโรงพยาบาล ข้อมูลในการดูแลตนเองต้องได้รับการบอกเล่าแก่ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลอย่างเหมาะสม
- คำแนะนำใดๆในการที่จะหยุดหรือยกเว้นการรักษา (เช่น การช่วยฟื้นคืนชีพ) ต้องนำมาปรึกษากับผู้ป่วย หรือครอบครัวผู้ป่วยก่อน โดยแพทย์ระดับอาวุโสที่เหมาะสมที่ได้รับมอบหมาย
-ต้องรับผู้ป่วยส่งต่อจากแพทย์ท่านอื่นหรือจากแผนกฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุไว้ในการดูแล หากศัลยแพทย์ตกลงที่จะดูแลผู้ป่วยโดยไม่ผ่านการส่งต่อ แพทย์ต้องแจ้งผู้ป่วยให้ทราบว่า แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปที่ดูแลผู้ป่วยอยู่จะได้รับรายงานการรักษาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ศัลยแพทย์ต้องพร้อมที่จะนำความรู้และทักษะของแพทย์ผู้อื่นเข้าร่วมในการรักษา หรือส่งต่อผู้ป่วยไปให้ศัลยแพทย์ท่านอื่นหรือสถาบันอื่นที่พร้อมกว่าทั้งด้านทรัพยากรและทักษะ ในภาวะที่เหมาะสม
-พึงทราบถึงแนวทางการรักษา ฉบับล่าสุดในส่วนของโรคในสาขาวิชาแห่งตนและข้อแนะนำต่างๆที่กำหนดไว้ หากศัลยแพทย์ไม่ได้กระทำตาม แนวทางการรักษาหรือได้กระทำแบบอื่น ต้องอธิบายด้วยเหตุและผลแก่ผู้ป่วยในการกระทำนั้นๆพร้อมบันทึกในเวชระเบียน และ
-ต้องถกแถลงกับผู้ป่วยและผู้ค้ำจุนเกี่ยวกับการรักษาทางเลือกอื่นรวมถึงการดูแลรักษาโดยไม่ผ่าตัด( Non-operative care) และให้บันทึกเหตุผลของการตัดสินใจไว้ในเวชบันทึกด้วย
1.2 การรักษาในภาวะฉุกเฉิน
การดูแลในภาวะฉุกเฉินนับเป็นส่วนสำคัญของศัลยปฏิบัติศัลยแพทย์ที่อยู่เวรจะต้อง
-ยอมรับว่าผู้ป่วยนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของตน ที่ทำการประเมินและรักษาดูแลผู้ป่วยทุกรายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งผู้ป่วยถูกส่งต่อแก่แพทย์ท่านอื่น
-เตรียมพร้อมให้ติดตามตัวได้ภายในโรงพยาบาล หรืออยู่ในรัศมีที่จะให้คำปรึกษาได้ตลอดระยะเวลาในหน้าที่
-ต้องทราบถึงขั้นตอนการส่งต่อผู้ป่วยไปยังหน่วยฉุกเฉินอื่นเพื่อการรักษาภาวะฉุกเฉินต่อได้อย่างปลอดภัย เมื่อสภาวะของผู้ป่วยรุนแรงหรือซับซ้อนเกินกำลังความสามรถและ ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ให้การดูแลเบื้องต้น หรือการขาดทรัพยากรในการดูแลรักษาที่เหมาะสม
-มีความมั่นใจในความสามารถของแพทย์ประจำบ้านศัลยกรรมหรือแพทย์ที่ยังอยู่ในการฝึกอบรมอื่นๆและแพทย์ใช้ทุน ก่อนที่จะมอบให้ดูแลรักษาหรือทำการผ่าตัดแทนตนในภาวะฉุกเฉิน         
-การจัดเวรจะได้รับการประกาศล่วงหน้า และการเปลี่ยนแปลงเวรในการดูแลเป็นกรณีพิเศษจะต้องประกาศหรือจัดการให้ทราบได้อย่างอย่างชัดเจนและทั่วถึง
-ต้องมีการส่งเวรแก่ศัลยแพทย์ในทีมเพื่อการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
-การทำหัตถการที่ไม่คุ้นเคยในภาวะฉุกเฉินจะกระทำได้ต่อเมื่อไม่มีทางเลือกการรักษาวิธีอื่น หรือไม่อาจหาศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ หรืออาจเกิดความเสี่ยงต่อชีวิตผู้ป่วยหากทำการเคลื่อนย้ายหรือส่งต่อผู้ป่วยไปให้ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
1.3 การดูแลผู้ป่วยเด็ก
ศัลยแพทย์ต้อง
-เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมในสาขาศัลยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ในการดูแลรักษา ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน
-สื่อสารกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครองเด็กหรือผู้ป่วย จนกว่าจะเข้าใจชัดเจน
1.4 การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อและอวัยวะ(Organ and tissue transplantation)
ศัลยแพทย์ที่ทำการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อหรืออวัยวะต้อง
-ปฏิบัติตามกฎหมาย,หลักจริยธรรมและปฏิบัติตามคำแนะนำที่กำหนดไว้ในข้อบังคับที่เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะอย่างเคร่งครัด
-ให้พิจารณาเลือกผู้รับบริจาคเนื้อเยื่อหรืออวัยวะโดยอาศัยพื้นฐานของความเหมาะสมทางการแพทย์
-ต้องแจ้งผู้รับบริจาคถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและผลการรักษาอย่างชัดเจนในการลงนามยินยอม
-ต้องแจ้งแก่ผู้บริจาคอวัยวะที่มีชีวิตถึงความเสี่ยงและผลที่ได้ รวมทั้งผลที่เป็นประโยชน์และความเสี่ยงต่อผู้รับบริจาคอวัยวะทราบอย่างชัดเจนซึ่งการบริจาคอวัยวะของผู้ที่ยังมีชีวิตจะต้องไม่เป็นการให้โดยการถูกบังคับหรือเพื่อหวังสิ่งตอบแทน และ
-เมื่อมีการใช้อวัยวะจากผู้เสียชีวิตจะต้องกระทำตามระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้ในขณะนั้น เช่น ใบยินยอมในข้อตกลงการบริจาคอวัยวะล่วงหน้า การยินยอมของญาติ และหนังสือรับรองภาวะสมองตาย เป็นต้น  
1.5 การบันทึกและเก็บรักษารายงาน
ศัลยแพทย์จะต้องมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติดังนี้
-เวชระเบียนจะต้องบันทึกด้วยลายมือที่อ่านง่าย สมบูรณ์ และบันทึกเหตุการณ์ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง และมีรายละเอียดที่มีหลักฐานประจำตัวผู้ป่วยชัดเจน
-ทีมศัลยแพทย์จะต้องลง วันเวลา และลงชื่อกำกับที่อ่านออก เมื่อมีการบันทึกแรกรับผู้ป่วยและต้องลงบันทึกเมื่อมีการปลี่ยนแปลงทางคลินิกของผู้ป่วยทุกครั้ง
-ลงบันทึกชื่อของแพทย์ที่อาวุโสสูงสุดของการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยหลังผ่าตัดแต่ละครั้ง
-มีการบันทึกโดยทีมศัลยแพทย์เมื่อมีเหตุการณ์ที่สำคัญทางคลินิก และมีการสื่อสารกับผู้ป่วยหรือผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายทุกครั้ง (เช่น การพยากรณ์โรค หรือผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในขณะนั้น) และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการรักษาจะต้องบันทึกเสมอ
-การเขียนรายงานการผ่าตัดต้องอ่านง่าย (หากเป็นไปได้ ให้ใช้การพิมพ์) ใบรายงานการผ่าตัดต้องแนบไปกับรายงานผู้ป่วยทั้งใน ห้องพักฟื้น และหอผู้ป่วย และต้องมีข้อความที่มีรายละเอียดพอเพียงต่อการดูแลต่อเนื่องของแพทย์ท่านอื่น ซึ่งการบันทึกควรประกอบด้วย
-วันและเวลา
-หัตถการเป็น elective หรือ ฉุกเฉิน
-ชื่อ ศัลยแพทย์และแพทย์ผู้ช่วย
-ชื่อหัตถการ หรือ วิธีการผ่าตัด
-การลงแผลผ่าตัด
-การวินิจฉัยหลังผ่าตัด
-สิ่งที่ตรวจพบในการผ่าตัด
-ปัญหาและผลแทรกซ้อนในระหว่างการผ่าตัด
-หัตถการเพิ่มเติมที่กระทำขึ้นพร้อมเหตุผล
-รายละเอียดของเนื้อเยื่อที่ถูกตัดออก ,ที่เสริมเข้าไปหรือที่ปรับเปลี่ยน
-ลงลักษณะอวัยวะเทียมหรือชิ้นส่วนเทียมที่ใช้พร้อมรหัสหมายเลข
-รายละเอียดของวิธีการปิดแผล
-การลงชื่อกำกับของศัลยแพทย์
-การเขียนรายงานการดำเนินโรค (follow-up note) ต้องมีรายละเอียดเพียงพอที่แพทย์ท่านอื่นสามารถประเมินและรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

2 การธำรงมาตรฐานศัลยปฏิบัติที่ดี(Maintaining good surgical practice)
ศัลยแพทย์ทุกท่านต้องธำรงไว้ซึ่งองค์ความรู้และความชำนาญในหัตถการอย่างต่อเนื่อง โดย
-หมั่นศึกษาวิทยาการในวารสารทางการแพทย์ให้ทันสมัยเสมอ
-เข้าร่วมและมีส่วนร่วมในการประชุมที่จัดขึ้นในหมู่แพทย์สายวิชาชีพเดียวกันและที่เกี่ยวข้อง
-เข้าร่วมประชุมวิชาการกับแพทย์สหสาขาอื่น เช่น พยาธิแพทย์ รังสีแพทย์ แพทย์ทางมะเร็งวิทยา เป็นต้น              
-ควรจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการของสถานภาพ รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ของศัลยแพทย์ให้สมบูรณ์ และทันสมัย
2.1 การธำรงไว้ซึ่งการประกอบวิชาชีพทางศัลยกรรม
ศัลยแพทย์ทุกท่านต้อง
-มีส่วนร่วมในการประเมินผลงานประจำปีเมื่อมีการมอบหมาย
-มีส่วนร่วมในการไต่สวนและการตรวจสอบในระดับชาติ
-มีส่วนร่วมในการประชุม morbidity/mortality และการประชุมตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
ศัลยแพทย์ทุกท่านควร
-พึงระวังถึงผลในทันทีหลังผ่าตัด และทบทวนผลการผ่าตัดระยะยาว
-ตระหนักถึงผลงานของกลุ่มศัลยแพทย์อื่น ในกรณีที่ผลงานมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนสามารถขอคำแนะนำจากศัลยแพทย์ผู้อื่นได้
-ร่วมเสนอประสบการณ์การประกอบวิชาชีพทางศัลยกรรมของท่านในกระบวนการตรวจสอบ
-เก็บบันทึกการผ่าตัดของท่านในรูปแบบที่ตรวจสอบได้และ
-รู้ตัวเองเมื่อไม่พร้อมปฏิบัติงานอันเนื่องจากการเหนื่อยล้า ไม่สบาย หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์หรือยา
2.2เหตุการณ์และกรณีอันไม่พึงประสงค์ (adverse events)
ศัลยแพทย์ควรแจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงเหตุการณ์และกรณีอันไม่พึงประสงค์ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดูแลรักษาและรายงานแก่ผู้บังคับบัญชา,คณะกรรมการด้านการตรวจสอบของโรงพยาบาลและองค์กรแพทย์****
ศัลยแพทย์ทุกท่านต้องตระหนักถึงคำเตือน เช่น “ระวัง” (“alert”) หรือ “อันตราย” (“hazard”) ที่ติดไว้ในเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ที่กำหนดโดย องค์การอาหารและยา(อย.)**** หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากข้อบกพร่องของอุปกรณ์นั้นๆ จะต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งจะได้รายงานต่ออย.ต่อไป
2.3 เทคนิคใหม่
เทคนิคใหม่ หมายถึง
-วิธีผ่าตัดแบบใหม่ หรือที่พัฒนาขึ้นด้วยตนเอง
-วิธีผ่าตัดที่ดัดแปลงไปอย่างมากจากหัตถการเดิมที่ยอมรับกันแล้ว และ
-อุปกรณ์การผ่าตัดที่เป็นนวัตกรรมใหม่
การนำเสนอเทคนิคใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งต้องคำนึงถึงผลอันเกิดต่อผู้ป่วยว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังนั้น ศัลยแพทย์ ควรปฏิบัติดังนี้
-วิเคราะห์ปัญหาด้านเทคนิคกับเพื่อนร่วมงานอื่นที่มีประสบการณ์ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และผู้อำนวยการทางการแพทย์เป็นอันดับแรก
-กระทำตามขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้โดยคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาล    
-ให้แจ้งต่อสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
-ต้อง อธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายรับรู้ว่า เทคนิคผ่าตัดที่ใช้เป็นของใหม่
-เปิดเผยและดำเนินการอย่างโปร่งใสต่อที่มาของแหล่งทุนที่ใช้ในการพัฒนาเทคนิคใหม่
-มีการตรวจสอบผลและความคืบหน้าของเทคนิคใหม่ กับกลุ่มศัลยแพทย์ร่วมสาขาวิชาชีพ
-ในสภาวะที่กระทำได้ ให้บรรจุการฝึกอบรมที่จำเป็นของเทคนิคใหม่นี้และช่วยฝึกอบรมเทคนิคใหม่แก่ศัลยแพทย์ท่านอื่น และควรดำเนินการให้มีการบรรจุเทคนิคใหม่ที่ได้รับการยอมรับแล้วเข้าไว้ในหลักสูตรการฝึกอบรม
-อุปกรณ์หรือเครื่องมือแพทย์ใหม่ทุกชิ้นจะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันรับรองรับรองหรือมีผลงานวิจัยสนับสนุน
-ควรดำเนินการจดสิทธิบัตร


3 การสอน การฝึกอบรม และการกำกับดูแล(Teaching, training and supervising)
ศัลยแพทย์มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ทั้งในด้านการสอนแสดง การฝึกอบรม และการกำกับดูแล แก่นักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน และแพทย์อื่นๆและควรมีการกำหนดตัวผู้ฝึกอบรมอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ
3.1 นักศึกษาหรือนิสิตแพทย์ (Medical students)
ศัลยแพทย์ ควร
-อธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่า ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้นักศึกษาเข้าร่วมในการสอนแสดง ซึ่งการปฏิเสธนั้นจะไม่มีผลลำเอียงในทุกขั้นตอนของการรักษา
-แนะนำตัวนักศึกษาต่อผู้ป่วยก่อนเสมอ
-มั่นใจได้ว่าความเป็นส่วนตัวและความลับของผู้ป่วยจะคงได้รับการปกปิดและนักศึกษาต้องเข้าใจและเคารพในข้อกำหนดนี้อย่างเคร่งครัด และ
-มั่นใจได้ว่า เมื่อนักศึกษามีส่วนร่วมในการตรวจพิเศษหรือทำหัตถการต่างๆกับตัวผู้ป่วย ภายใต้การดมยาสลบหรือการระงับปวดโดยผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว จะต้องได้รับการยินยอมของผู้ป่วยในการเข้าร่วมของนักศึกษาอย่างเต็มขอบเขต         
3.2 แพทย์ผู้รับการฝึกอบรมทางศัลยกรรม (Surgical trainees)
ศัลยแพทย์ผู้ให้การฝึกอบรมต้องรับผิดชอบในงานหรือการกระทำที่มอบหมายให้แก่ผู้ฝึกอบรมและแพทย์ผู้อื่นกระทำแทนทั้งหมด
ศัลยแพทย์จึงควร
-มอบหน้าที่และความรับผิดชอบแทนแก่ แพทย์ประจำบ้าน หรือแพทย์ฝึกอบรมอื่นๆ เฉพาะแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถเท่านั้น
-แจ้งให้แพทย์ผู้รับการฝึกอบรมได้ทราบว่าเมื่อไร จำเป็นต้องขอคำแนะนำและความช่วยเหลือจากศัลยแพทย์อาวุโส
-อยู่ภายในห้องผ่าตัดตลอดการผ่าตัดจนกว่าท่านจะมั่นใจได้ว่าแพทย์ผู้รับการฝึกอบรมมีความสามารถเพียงพอในการดำเนินหัตถการต่อไปโดยไม่ต้องพึ่งการกำกับดูแลในขณะนั้น
-พร้อมเสมอในการให้คำปรึกษา/ช่วยผ่าตัด ตลอดเวลาขณะอยู่เวร ยกเว้นเมื่อมีการมอบหมายให้ศัลยพทย์ท่านอื่นทำหน้าที่แทน            
-มั่นใจได้ว่าแพทย์ผู้รับการฝึกอบรมมีการบันทึกการปฏิบัติงานของตนเองให้สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ซึ่งจะต้องถูกต้อง อ่านออก และทันสมัยเสมอ
-เข้าฝึกอบรมหลักสูตรแพทยศาสตร์ศึกษาหรือเทียบเท่าและหลักสูตรการประเมินผลเมื่อทำหน้าที่เป็นศัลยแพทย์ผู้ให้การฝึกอบรม
-กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แพทย์ผู้รับการฝึกอบรมนั้นมีความพร้อมในการรับผิดชอบงาน โดยอยู่ในสภาพร่างกายที่ไม่เหนื่อยล้า เจ็บป่วย หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติด หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
-ประเมินแพทย์ผู้รับการฝึกอบรมจะกระทำอย่างสม่ำเสมอ ทั่วถึง ถี่ถ้วน ซื่อสัตย์ เปิดเผย ด้วยความสุภาพ           
3.3 ความรับผิดชอบของแพทย์ผู้รับการฝึกอบรมทางศัลยกรรม(specialist registrars,senior house officers and pre-registration house officers)
นอกจากข้อกำหนดสำหรับศัลยแพทย์ที่ต้องปฏิบัติตามบัญญัติในเอกสารนี้แพทย์ผู้รับการฝึกอบรม ต้อง
-มั่นใจได้ว่าเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องเมื่อสิ้นสุดเวลาของการปฏิบัติงานจะมีการส่งมอบหน้าที่ให้กับเพื่อนร่วมงานที่รับผิดชอบต่อไปอย่างเป็นทางการ
-ทราบชื่อศัลยแพทย์ที่ปรึกษาที่อยู่เวรและขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น
-เข้าใจและรับทราบสถานการณ์ที่ต้องขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ที่อาวุโส
-ต้องตามตัวได้ตามตารางเวรที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
-ต้องบันทึกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรม
-บันทึกเวชระเบียนให้อ่านง่าย และเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
-ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือแก่แพทย์ผู้ร่วมงานที่ด้อยอาวุโสกว่า
-พร้อมที่จะร่วมดูแลผู้ป่วยในช่วงขาดแคลนแพทย์ที่สามารถรับรู้ได้จากทีมของตน ไม่ว่าจะเป็นการขาดแพทย์ที่อยู่ในตำแหน่งที่อาวุโสมากหรือน้อยกว่าก็ตาม
-รายงานศัลยแพทย์ที่ปรึกษาผู้รับผิดชอบก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยสู่ห้องผ่าตัดเพื่อทำหัตถการ และ
-ตระหนักถึงสภาวะของร่างกายของตนเองที่ไม่พร้อมในการปฏิบัติงาน อันเนื่องมาจากการตรากตรำ เหนื่อยล้า เจ็บป่วย หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

4 ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย(Relationships with patients)
หลักการต่อไปนี้เกี่ยวเนื่องสำหรับศัลยแพทย์ดังนี้
4.1 คำยินยอม (Consent)
ศัลยแพทย์ทุกท่านต้องคุ้นเคยกับกระบวนการและรายละเอียดในการขอคำยินยอมสำหรับการตรวจวินิจฉัย,การรักษา,การทำหัตถการและการผ่าตัด ก่อนที่จะทำข้อตกลงยินยอมในการกระทำต่างๆ การได้มาซึ่งหนังสือยินยอม จะต้องผ่านการอธิบายขั้นตอนการรักษาระหว่างศัลยแพทย์และผู้ป่วยแล้วเท่านั้น
นอกจากนี้ ศัลยแพทย์ ควร
-สอบถามผู้ป่วยว่ามีผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายหรือไม่ หากมีให้บันทึกชื่อผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายในเอกสาร
-มั่นใจได้ว่า ผู้ป่วยจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การรักษาโดยการผ่าตัดวิธีต่างๆ การรักษาด้วยวิธีอื่น ความเสี่ยงที่สำคัญ ผลข้างเคียง และผลแทรกซ้อน ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด และควรอธิบายถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยเลือกวิธีอื่น
-ให้เวลาแก่ผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายปรึกษาหารือกันและตัดสินใจที่จะยอมรับหัตถการที่นำเสนอหรือไม่ เมื่อยินยอมรับการรักษาให้เซ็นชื่อในใบยินยอม
-พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในเจตนาที่ผู้ป่วยแสดงไว้ล่วงหน้าหรือในพินัยกรรมชีวิต
-ให้โอกาสผู้ป่วยกำหนดหัตถการใดๆที่ผู้ป่วยไม่ปรารถนาให้กระทำแก่ตน
-ต้องทราบแน่ชัดว่าผู้ป่วยเข้าใจและยอมรับการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและผู้ร่วมสายอาชีพอื่นๆในการทำหัตถการและการผ่าตัด
-ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบและยินยอมก่อนทำการบันทึกภาพ ภาพวีดีทัศน์ บันทึกเสียงระหว่างการรักษา เพื่อใช้ในกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากการบันทึกในเวชปฏิบัติ เช่น เพื่อการเรียนการสอน การทำวิจัย หรือเพื่อประชาสัมพันธ์เพื่อความรู้สู่ประชาชน
-การเก็บชิ้นเนื้อที่ตัดออกเพื่อจุดประสงค์อื่นนอกจากการรักษาต้องปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้อย่างเคร่งครัด-
-ทบทวนหัตถการว่าถูกต้องตามที่กำหนดก่อนการผ่าตัดอีกครั้ง โดยดูจากเวชระเบียน ใบยินยอมผ่าตัด และถ้าเป็นไปได้กับตัวผู้ป่วยเอง ไม่ควรดูจากใบตารางการผ่าตัดเท่านั้น
-ให้มั่นใจได้ว่า ใบยินยอมผ่าตัด และเวชระเบียนมีการบันทึกข้างของอวัยวะที่เป็นคู่ทุกครั้ง โดยเขียนคำเต็มว่า “ซ้าย” หรือ “ขวา”
-ให้มั่นใจได้ว่า มีการกำหนดชื่อของนิ้วมือและตัวเลขของนิ้วเท้าอย่างชัดเจนและกำหนดตำแหน่งที่จะผ่าตัดต้องกระทำโดยให้ผู้ป่วยร่วมรับรู้ ในขณะที่ผู้ป่วยมีสติ และก่อนการให้ยานำเพื่อการดมยาสลบ (pre-medication)
- บันทึกการเจรจาทั้งหมดเกี่ยวกับการยินยอมของผู้ป่วยในเวขระเบียน
4.2 การยินยอมรับการให้เลือดหรือส่วนประกอบเลือด (Consent for transfusion)
ศัลยแพทย์ต้องรับทราบความเห็นหรือความเชื่อของผู้ป่วยแต่ละบุคคลในสถานะที่เกี่ยวกับการรับเลือดหรือส่วนประกอบเลือด เนื่องจากการให้เลือดและส่วนประกอบเลือดบางชนิดอาจไม่เป็นที่ยอมรับในบางศาสนาหรือลัทธิ
4. 3ธำรงความเชื่อถือ (Maintaining trust)
นอกจากจะยึดตามคำแนะนำของพรบ.วิชาชีพเวชกรรม ศัลยแพทย์ ควร
-พึงตระหนักว่าภาระงานที่ได้รับมอบหมายนั้นจะต้องมีเวลาที่จะรับฟังและสื่อสารกับผู้ป่วยหรือผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายได้อย่างเพียงพอ หากภาระงานนั้นมีผลให้ไม่มีเวลาพอควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชา และผู้อำนวยการทราบ
-แจ้งให้ผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายได้ทราบแผนการรักษาและหัตถการอย่างละเอียด รวมทั้งความเสี่ยงและผลที่คาดหวังไว้ และหากเกิดผลแทรกซ้อนขึ้นให้แจ้งผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมายทราบ
-ให้การสนับสนุนเมื่อมีการร้องขอความคิดเห็นจากแพทย์ผู้อื่น และช่วยเหลือในการนัดหมายแพทย์ท่านอื่นอย่างเหมาะสม
-ได้รับการอนุญาตโดยวาจาจากผู้ป่วยก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจร่างกาย
-สนับสนุนคำขอของผู้ป่วยที่ต้องการให้มีบุคคลที่สามอยู่ด้วยขณะทำการตรวจร่างกาย
-อธิบายจุดประสงค์และขั้นตอนของการตรวจที่เกี่ยวกับเต้านม อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก
-ตระหนักและเคารพถึงความแตกต่างและความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมของแต่ละบุคคล
-ร่วมมือในการสำรวจความคิดเห็นของผู้ป่วยและตอบสนองต่อผลการสำรวจที่ได้
4.4 การสื่อสาร (Communication)
ศัลยแพทย์ทุกท่าน ควร
-รับฟังและเคารพในความคิดเห็นของผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมาย
-รับฟังและเคารพในความคิดเห็นของสมาชิกในทีมที่ร่วมรักษา
-ยอมรับและเคารพในความต้องการที่หลากหลายของการรับรู้ข้อมูลการรักษาและคำอธิบาย
-มีเวลาพอเพียงสำหรับการอธิบายในรายละเอียดของปัญหาทางคลินิกและแนวทางการรักษา
-สนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ถกแถลงแนวทางการรักษากับผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมาย
-ควรบอกรายละเอียดความคืบหน้าของการดำเนินโรคในระหว่างการรักษาเป็นระยะๆแก่ผู้ป่วยและผู้แทนผู้ป่วยตามกฏหมาย
-อธิบายผลแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น แนวทางการรักษาและผลที่อาจตามมา
-ดำเนินการแก้ไขทันทีเมื่อผู้ป่วยได้รับอันตราย และกล่าวขอโทษในเวลาและภาวะอันควร

5 การทำงานกับแพทย์ผู้ร่วมงาน(Working with colleagues)
-ศัลยแพทย์ต้องจัดเวรเพื่อดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา และควรรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยแทนเพื่อนแพทย์ในเวรที่ติดต่อไม่ได้ แม้ว่าไม่มีการฝากเวรเป็นกิจจะลักษณะก็ตาม
เพื่อให้การทำงานเป็นทีมในการดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพศัลยแพทย์ควร
-ทำงานร่วมกับแพทย์ในสหสาขาอย่างฉันมิตร มีส่วนร่วมของการตัดสินใจในการประชุมของแพทย์สหสาขา ร่วมพัฒนาจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งถกปัญหาร่วมกัน
-มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการดูแลและตัดสินใจเกี่ยวกับผู้ป่วยของตน
-มีส่วนร่วมในการประเมินศัลยแพทย์ แพทย์ผู้รับการฝึกอบรม และเจ้าหน้าที่อื่นๆด้วยความเต็มใจและอย่างเปิดเผย
-พร้อมตอบสนองเมื่อได้รับคำขอความช่วยเหลือจากเพื่อนศัลยแพทย์ แพทย์ผู้เข้ารับการฝึกอบรมในห้องผ่าตัด และที่อื่นๆ โดยถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก
-ให้มั่นใจได้ว่า มีการส่งต่อเวรแก่แพทย์ผู้ร่วมงานตั้งแต่เมื่อแรกพ้นจากหน้าที่เพื่อให้มีการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
-ให้มั่นใจได้ว่า เมื่อศัลยแพทย์ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชา การประกอบวิชาชีพ และกระบวนการตรวจสอบจะถูกดำเนินการเหมือนแพทย์ผู้ร่วมงานท่านอื่น

6 ความซื่อสัตย์ในการประกอบวิชาชีพ (Probity in professional practice)
ศัลยแพทย์ควรยึดมั่นต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาโดยเฉพาะในการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย ศัลยแพทย์ต้อง
-ไม่โฆษณาอวดอ้างความเชี่ยวชาญตัวเองเกินกว่าแพทยสภากำหนด ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พศ.๒๕๒๖
-เปิดเผยธุรกิจที่ตนมีส่วนร่วมที่อาจเกิดปัญหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อน
-หลีกเลี่ยงการสบประมาทแพทย์ผู้อื่นในทุกวิถีทาง
-ให้มั่นใจได้ว่า ข้อมูลเอกสารของโรงพยาบาลและการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อจะไม่เป็นการกล่าวอ้างที่ปราศจากเหตุผล
-ให้การรับรองแก่เพื่อนแพทย์ร่วมงานหรือสมาชิกในทีมตามความเป็นจริงที่ยืนยันได้โดยปราศจากอคติ
6.1 การประกอบวิชาชีพภาคเอกชน (Private practice)
ศัลยแพทย์ทุกท่านที่ประกอบวิชาชีพในภาคเอกชน จะต้อง
-จัดให้มีการดูแลผู้ป่วยทุกรายอย่างต่อเนื่อง
-รักษามาตรฐานของการบันทึกข้อมูล ตามที่กำหนดในข้อ 1.5 และให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติงานด้านศัลยกรรมทั้งหมด
-ต้องซื่อสัตย์ในส่วนการเงินและเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับงาน โดยเฉพาะในเรื่อง
-ให้มั่นใจได้ว่า ผู้ป่วยสามารถรับทราบประมาณราคาเบื้องต้นของการบริการและค่ารักษาพยาบาล และหากเป็นไปได้ สามารถล่วงรู้ค่าประกอบวิชาชีพแพทย์ล่วงหน้า
-แยกค่าประกอบวิชาชีพของแพทย์แต่ละบุคคลให้ผู้ป่วยทราบ
-ไม่นำเอาสินน้ำใจในเชิงพาณิชย์มามีอิทธิพลต่อการรักษา
-แจ้งให้ผู้ป่วยทราบถึงขีดความสามารถของในสถานประกอบการนั้นๆในการดูแลรักษา เช่น ระดับของการดูแลในภาวะวิกฤติที่กระทำได้ และคุณวุฒิของแพทย์เวร และ
-ศัลยแพทย์ที่ปฏิบัติงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนควร
-ปฏิบัติตาม วิธีการปฏิบัติของทั้งสองหน่วยงาน
-ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังตามสัญญาในส่วนของภาครัฐ และ
-ไม่นำบุคคลากรและทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อการประกอบการส่วนตัว ยกเว้นจะมีการขออนุญาตล่วงหน้าไว้ก่อน
6.2 การวิจัย (Research)
ศัลยแพทย์ผู้ทำวิจัย ควร
-ยื่นโครงร่างงานวิจัยทั้งหมด และรายละเอียดเทคนิคของหัตถการใหม่ไปยังคณะกรรมการด้านวิจัยและจริยธรรมก่อนเริ่มโครงการ
-ดูแลผู้ป่วยที่ร่วมในโครงการวิจัยประหนึ่งผู้ร่วมงาน
-ปฏิบัติตามข้อกำหนดของปฏิญญาเฮลซิงกิ( The World Medical Association Declaration of
Helsinki )อย่างเคร่งคัด
-แจ้งให้ผู้เข้าร่วมรับการวิจัยทราบถึง วัตถุประสงค์ของการวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องรวมทั้งคุณค่า วิธีการ อันตราย และความลำบากอย่างละเอียดและต้องบันทึกไว้เสมอ
-แจ้งให้ผู้ป่วยทราบรายละเอียดสำหรับงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบ เกี่ยวกับวิธีการที่จะทำการเปรียบเทียบ ความเสี่ยง และประโยชน์ที่ผู้ป่วยอาจได้รับ และต้องบันทึกไว้เสมอ
-แจ้งผู้เข้าร่วมรับการวิจัยให้ทราบถึงความสำคัญของการยึดถือและรักษาความลับของท่าน
-ต้องยอมรับว่าผู้ป่วยอาจจะปฏิเสธการเข้าร่วมในโครงการวิจัยหรือถอนตัวในระหว่างการวิจัยได้ ซึ่งผู้ป่วยที่กระทำเช่นนี้จะต้องไม่ได้รับผลกระทบต่อการรักษา
-ปฏิบัติตามข้อแนะนำของคณะกรรมการจริยธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความต้องการคำยินยอมในการใช้เนื้อเยื่อของผู้ป่วยที่ตัดออกมาเพื่อการวิจัยเพิ่มเติมจากการตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา
-ต้องขอคำยินยอมก่อนที่จะตัดเนื้อเยื่อเกินกว่าที่ตัดเพื่อการวินิจฉัยหรือการรักษา
-กรณีนำเนื้อเยื่อของผู้ป่วยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ต้องได้รับอนุญาตเฉพาะ เช่น การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หรือการวิจัยในด้านพันธุศาสตร์ เป็นต้น
-เมื่อได้รับอนุญาตให้ทำวิจัยในสัตว์ให้กระทำตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำวิจัยในสัตว์ทดลองอย่างเคร่งครัด
-ไม่สนับสนุนให้มีการตีพิมพ์ผลการวิจัยในสื่อที่ไม่ใช่ทางวิชาการ ก่อนที่ผลงานนั้นจะได้รับการเผยแพร่ในการประชุมหรือวารสารทางวิชาการ
-ให้เปิดเผยแหล่งที่มาของผลตอบแทนทางการเงิน เช่น จากบริษัทหรือโรงงานผลิตยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์
-ให้มั่นใจได้ว่า สิ่งต่างๆอันเกี่ยวเนื่องจากโครงการวิจัยที่อาจได้รับการตีพิมพ์ผลงานใน internet หรือในที่อื่นๆ ต้องปฏิบัติตามหลักการด้านจริยธรรม และ
-หากพบหรือเพียงสงสัยว่ามีสิ่งฉ้อฉลใดๆในผลงานวิจัยให้รายงานต่อคณะกรรมการวิจัยและจริยธรรมในสถาบันของตน


7 ด้านสุขภาพ (Health)
ศัลยแพทย์ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ป่วย อันเนื่องมาจากสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ เหนื่อยล้า หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ หรือสารเสพติด หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
การผ่าตัดอาจมีผลให้ศัลยแพทย์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในโรงพยาบาล และเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเลือด เช่น โรคตับอักเสบ หรือ HIV
-การถูกของมีคมผ่านผิวหนังเพียงหนึ่งครั้งความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเชื้อไวรัส Hepatitis B (surface eAg positive) เท่ากับ 1:3  ไวรัส Hepatitis C เท่ากับ1:30 และ ไวรัส HIV 1:300 ในกรณีที่ศัลยแพทย์ถูกเข็มตำจะต้องกระทำตามระเบียบกำหนดที่วางไว้ของแพทยสภาหรือสถาบันนั้นๆ
ในกรณีผ่าตัดผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงศัลยแพทย์ต้องระมัดระวัง ป้องกัน และดำเนินตามแนวทางปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ศัลยแพทย์ทุกท่านมีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยของตนและขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เหมาะสม หากท่านเชื่อได้ว่า ผู้ป่วยมีโรคติดต่อร้ายแรง
นอกจากนี้ศัลยแพทย์ยังมีหน้าที่รายงานให้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบเมื่อทราบว่ามีเพื่อนแพทย์ที่อาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือโรคที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อถึงผู้ป่วยได้


ประเทศ และสถานคุมขัง (Countries and prisons)
คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับศัลยแพทย์ที่ทำงานใน สถานการณ์ ต่อไปนี้


ในกรณีพิพาททางทหาร(Armed conflict)
-ที่ดีที่สุดควรจะผ่าตัดเฉพาะเมื่อผู้ป่วยร้องขอ หากผู้ป่วยไม่อยู่ในภาวะที่จะให้การยินยอมได้ ก็ให้กระทำเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากที่สุด
-ไม่คำนึงถึงตำแหน่ง,ยศหรือเป็นฝ่ายใด แต่ให้รักษาตามหลักเวชปฏิบัติเป็นสำคัญ
-ในสถานการณ์ที่มีขีดจำกัด ให้ธำรงมาตรฐานแห่งวิชาชีพให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
-ต้องปกป้องตนเองให้อยู่ในสภาพที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ดีที่สุด


สำหรับประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือ
ศัลยแพทย์ที่ไปช่วยเหลือด้านศัลยกรรมในประเทศอื่น ควรมุ่งให้บริการด้วยจิตวิญญาณที่มีความเสมอภาคบนพื้นฐานของการบริการด้วยมนุษยธรรม และปราศจากเจตคติของการเป็นผู้อุปถัมภ์หรือผู้ที่เหนือกว่าทั้งนี้รวมไปถึงการที่ทีมงานไปช่วยเหลือกรณีภัยธรรมชาติหรืออุบัติภัยจากน้ำมือมนุษย์
ศัลยแพทย์ควร
-ให้มั่นใจได้ว่า สิ่งต่างๆที่กระทำลงไปนั้นเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและประชากรในท้องถิ่น
รักษามาตรฐานการดูแลให้สูงสุด ตามสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยในขณะนั้น
-ให้เชื่อมั่นได้ว่า แม้จะไม่มีคำยินยอมให้การรักษาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ทุกรายแต่ผู้ป่วยเข้าใจและยินยอมด้วยความสมัครใจรับการรักษาตามแนวทางที่อ้างถึงอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย
-ปฏิบัติภารกิจโดยยึดถือตามกฎหมายท้องถิ่น และ
-หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมในการผ่าตัดที่ทำให้เกิดความพิการ
โครงการวิจัยต่างๆควรกระทำด้วยมาตรฐานทางด้านจริยธรรมและด้วยความระวังสูงสุด ตามข้อตกลงกับชุมชนและองค์กรด้านสุขภาพทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับประเทศนั้นๆ


ในสถานคุมขัง (Prisons)
ศัลยแพทย์ต้องให้การดูแลรักษาต่อผู้ถูกคุมขังเฉกเช่นผู้ป่วยทั่วไป ไม่ควรยอมหรือสนับสนุนให้มีการกระทำทารุณกรรมทั้งร่างกายและจิตใจไม่ว่าโดยเจตนา โดยระบบการลงโทษ หรือการกลั่นแกล้ง และต้องรายงานการกระทำนั้นๆแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง